Honda Jazz Club :: สวัสดี !

** Register Honda Jazz club ท่านใดต้องการสมัครทำดังนี้...**

   



หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: จะทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุรถชน  (อ่าน 9947 ครั้ง)
khanomcity
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 373

HJC ID : 43541


เลขที่ใบอนุญาติ 5304018121


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 10 มิถุนายน 2013 - 11:34:30 »

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าเราจะเป็นคนขับ ผู้โดยสารหรือผู้เห็นเหตุการณ์ เราควรปฎิบัติอย่างไร

1.   ถ้าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ควรเข้าช่วยเหลือคนป่วยเจ็บตามสมควร และเราจะต้องแสดงตัวเป็นพลเมืองดี โดยยินดีที่จะเป็นพยานในคดีให้ สมมุติว่าเราเห็นรถคันหนึ่งชนคนแล้วหนี สิ่งที่เราควรช่วยหลือจับกุมคนที่ทำผิดได้ก็คือพยายามจดทะเบียนรถ ชื่อยี่ห้อ สีรถที่ชนไว้ได้แล้วรีบแจ้งให้ตำรวจทราบเพื่อติดตามจับกุมต่อไป มีพลเมืองดีบางท่านถึงกับขับรถตามจับคนขับที่ชนคนแล้วหนีได้ คนประเภทนี้ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม

2.   ถ้าท่านเป็นคนเจ็บเพราะรถชน ท่านจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 1. สิ่งแรกคือท่านจะต้องขอร้องให้คนอื่น หรือตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีนั้นเอาไว้พิจารณาภายหลัง แต่ถ้าเจ็บเล็กน้อยพอยอมความได้ก็ยอมเสีย เพื่อมิให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่จะต้องพยายามขอชื่อหรือจำทะเบียนรถคันที่ชนเราไว้ให้ได้ เพราะถ้าหากผู้ขับขี่เบี้ยวเราภายหลังเราจะได้จัดการเรียกค่าเสียหายได้ตาม กฎหมาย มิฉะนั้นแล้วจะไม่รู้ว่าจะไปฟ้องร้องเขาจากใคร ที่ไหน

3.   ถ้าท่านเป็นคนขับ ถ้าท่านเป็นคนขับรถชนกัน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ  อย่าหนีเป็นอันขาด เพราะความผิดฐานขับรถประมาทนั้นไม่ใช่เรื่องเจตนา ผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากร โทษก็ไม่มากมายอะไร ควรจะอยู่เพื่อต่อสู้กับความจริง มิฉะนั้นท่านจะต้องหลบหนีนานถึง 15 ปี ถ้าท่านขับรถชนคนตาย แต่ถ้าท่านมอบตัวสู้คดี บางทีท่านก็ไม่มีความผิด หรือมีความผิดศาลก็ปรานีลดโทษให้ ถ้าท่านเป็นคนดีมีน้ำใจ

หน้าที่ของคนขับรถเมื่อเกิดรถชนกันนั้น กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้
•    ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เช่น ขับรถชนคนก็ต้องหยุดรถ ช่วยเหลือคนที่ถูกชน นำส่งโรงพยาบาลเท่าที่จะทำได้
•    ต้องไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที คือต้องรีบไปแจ้งตำรวจที่ใกล้เคียงทันที แต่ต้องบอกตำรวจด้วยว่าเราเป็นคนขับรถอะไร

    แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่หมายเลขทะเบียนรถ แก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
•    ถ้าผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้สันนิฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถที่ขับไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึง ที่สุด
•    ถ้าคนขับคนใดไม่ปฏิบัติตามข้อ (1), (2) และ (3) แล้วจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าคนที่ถูกชนบาดเจ็บสาหัสหรือตาย ต้องจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท


4.   ถ้ารถท่านมีประกันท่านตัองรีบติดต่อกับบริษัทประกันของท่านทันที เพราะบริษัทประกันเขาจะมีเจ้าหน้าที่มาตามที่เกิดเหตุ พร้อมทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมมูลเพื่อเอาไว้ต่อสู้คดี

5.   ถ้ามีกล้องถ่ายรูปหรือหากล้องถ่ายรูปใกล้ที่เกิดเหตุได้ต้องรีบถ่ายรูปรถ และที่เกิดเหตุไว้ให้พร้อม
เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานการต่อสู้คดีต่อไป และหากมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้งหรือมูลนิธิร่วมกตัญญูถ่ายภาพศพหรือ ที่เกิดเหตุไว้ ก็ให้ติดต่อขอภาพที่ถ่ายเก็บไว้ให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีในภายหลัง

6.   ควรช่วยเหลือคนเจ็บหรือค่าทำศพของผู้เสียชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนขับรถ มักไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ของการช่วยเหลือเหล่านี้ ความจริงเมื่อเราขับรถชนคนตาย บาดเจ็บ หรือการขับรถโดยประมาทนั้น เรามีความผิดทั้งทางกฎหมายแพ่ง และอาญา

ทางอาญา  เราอาจจะต้องรับโทษติดคุกติดตะราง
ทางแพ่ง  เราจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าบาดเจ็บ ค่าทำศพให้กับเขาอีก คือติดคุกแล้วยังจะต้องเสียเงินให้กับฝ่ายคนเจ็บ คนตายเขาอีก ทีนี้ถ้าหากเราช่วยเหลือคนเจ็บ หรือใช้ค่าทำศพคนตายแล้ว มีผลดียังไง ตอบได้ว่า มีผลดีมาก ยกตัวอย่างเช่น

เราขับรถชนคนบาดเจ็บไปโรงพยาบาล ต่อมาอัยการฟ้องเราต่อศาล เราก็แถลงต่อศาลว่า เราช่วยเหลือคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ส่วนมาก ศาลจะเห็นว่า เราเป็นคนดีมีน้ำใจ ศาลก็อาจจะรออาญาให้เราโดยไม่จำคุกเรา แต่ถ้าเราชนแล้วหนี ส่วนมาก ศาลมักจะจำคุกเราเลย เพราะเห็นว่าเราเป็นคนแล้งน้ำใจ

การตกลงใช้ค่าเสียหายให้คนเจ็บก็มีประโยชน์มากยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่พยายามตกลงใช้ค่าเสียหายให้กับคนเจ็บ ตำรวจเขาจะมีระเบียบไว้ว่า ไม่ให้คืนรถของกลางให้แก่ผู้ต้องหา จนกว่า ผู้ต้องหา จะพยายาม ตกลงกับฝ่ายผู้เสียหาย และถ้าหาก เราชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายค่าทำศพให้เขา คดีแพ่งก็ระงับ เพราะถือว่า ยอมความคดีแพ่งกันแล้ว จะฟ้องเรียกค่าเสียหายเราในทางแพ่งไม่ได้อีกแล้ว และถ้าเราถูกฟ้อง คดีอาญาต่อศาล ผู้เสียหาย จะมาแถลงต่อศาลว่า เราได้ชดใช้ค่าเสียหายให้เขาแล้ว ส่วนมากแล้ว ศาลจะปรานีจำเลย โดยตัดสินให้รออาญาแก่จำเลย เห็นหรือยังว่า การช่วยเหลือคนเจ็บ และการมีน้ำใจนั้นดีอย่างไร
บันทึกการเข้า

กายพร้อม ใจพร้อม ที่จะมอบ สิ่งดี ๆ ให้แก่เพือน ๆ สมาชิก www.center-insure.com ศูนย์รวมประกันภัยพร้อมเสริฟ ถึงบ้านคุณ ติดต่อสอบถามได้ที่ Tel: 081-6779631 หรือ Email : tthongmong@hotmail.co.th แล้ว ทุกสิ่งสิ่งจะเป็นจริง อย่างใจต้องการ

tomkraab
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3

HJC ID : 42738


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2013 - 11:08:00 »

เป็นประโยชน์มากๆครับ ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

secsoftly
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13

HJC ID : 59706



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013 - 22:28:51 »

1.สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การตั้งสติครับ ไม่ว่าอุบัติเหตุนั้นร้ายแรงหรือเปล่า

2.เมื่อได้สติก็สำรวจครับ ว่ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า ถ้ามีใครได้รับบาดเจ็บ ก็ควรจะนำส่งโรงพยาบาลเป็นอันดับแรกครับ เรื่องอื่นๆ ค่อยมาว่ากันทีหลัง

3.อย่าหนี ไม่ว่าผิดหรือถูก เพราะการหนี จะทำให้เรากลายเปนคนผิดไปทันที โทษจำคุก 3เดือน ปรับไม่เกิน 5000(เคยเจอมาแล้วคับ ตำรวจมาตามถึงที่เลย แต่ไม่ใช่ผมนะ)

4.ถ่ายรูปอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น (มีกล้องอะไรงัดออกมาถ่ายซะ) ใช้เป็นหลักฐานจะได้รู้ว่าใครถูก ใครผิด เผื่อเราถูกแล้วคู่กรณีพยายามจะขยับรถหนี อย่าลืมโทรหาประกันด้วยง่ะ ใครประกันชั้น1 ก็สบายไป

--------------------------------------------------------------------------------

หากเราขับรถไปชนกับคนอื่น หรือถูกชนเราควรทำอย่างไร

1.หยุดรถ ให้หยุดรถทันทีแม้ว่าจะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยเพียงใด อย่าเลื่อนรถจนกว่าจะตกลงกันได้ว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นจากสาเหตุใด และใครเป็นคนผิด
หรือถ้าจะให้ดีควรรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการตีเส้นอุบัติเหตุก่อน แล้วจึงค่อยเลื่อนรถ เว้นแต่จะเกิดอุบัติเหตุในที่เปลี่ยว ในกรณีนี้ให้คุณจดเลขทะเบียนรถคู่กรณี,
สี, ยี่ห้อ, ตำหนิ, เวลาและสถานที่เกิดเหตุเอาไว้ แล้วขับต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงที่ชุมชน หรือพบตำรวจอย่าจอดรถในที่เกิดเหตุเป็นอันขาด เพราะเคยมีเหตุการเจ้าของรถถูกจี้
หรือถูกทำร้ายบ่อยๆ เมื่อลงจากรถ หลังเกิดเหตุในที่เปลี่ยว

2.อย่าพูดพล่อย การขอโทษของคุณ อาจจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายอ้างขึ้นมาว่าคุณยอมรับเป็นฝ่ายผิด อีกทั้งไม่ควรกล่าวโทษอีกฝ่าย เพราะคุณยังไม่รู้ท่าทีของอีกฝ่าย
การกล่าวโทษอาจทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก จำไว้เสมอว่าคุณไม่มีอำนาจในการตัดสินว่าใครผิดใครถูก แม้แต่เวลาที่คุณคิดว่าคุณเป็นฝ่ายผิด คุณอาจจะไม่ผิดอย่างที่คิดก็ได้

3.ให้ข้อมูล ให้คุณให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ ชื่อ-ที่อยู่เลขทะเบียนรถ และ ชื่อประกันที่คุณมีแก่คู่กรณี หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

4.หาข้อมูล หลังจากคุณให้ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นแล้ว คุณควรขอข้อมูลจากคู่กรณีด้วยเช่นเดียวกัน หากอีกฝ่ายไม่ให้ ก็ให้คุณจดเลขทะเบียน
รูปพรรณของรถเอาไว้ อย่า!! พยายามยึดใบขับขี่ของคู่กรณี เพราะคุณอาจโดนข้อหาลักทรัพย์

5.แจ้งตำรวจ หลังเกิดเหตุคุณควรแจ้งตำรวจทุกครั้ง แม้จะเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย หรืออีกฝ่ายยอมรับผิดก็ตาม เพราะมิฉะนั้นแล้วหากอีกฝ่ายแจ้งความในภายหลัง
 เจ้าหน้าที่จะสรุปว่าคุณหลบหนีและคุณจะเป็นฝ่ายผิดทุกกรณี หากเจ้าหน้าที่ยังไม่มาให้คุณไปแจ้งความยังสถานีตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูที่เกิดเหตุและตีเส้นตำแหน่งรถ
อย่าเลื่อนรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง หากไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ให้คุณทำหนังสือยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน โดยลงชื่อยืนยันไว้ทั้ง 2 ฝ่าย อย่าหลงเชื่อคู่กรณี
หากบอกว่าไม่ต้องแจ้งตำรวจ เพราะอีกฝ่ายอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง ในกรณีนี้หากคุณไม่มีเจ้าหน้าที่เป็นพยาน หรือหนังสือยืนยันตามกฏหมาย จะถือว่าคำพูดของคุณอ่อนหลักฐาน

6.หาพยาน โดยสอบถามจากคนบริเวณที่เกิดเหตุ อาจเป็นคนเดินถนน หรือรถคันข้างๆ หากเขายินยอมเป็นพยาน ให้คุณจดชื่อ-ที่อยู่เพื่อติดต่อเอาไว้ เพื่อในกรณีเหตุที่ซับซ้อน
เช่น คุณกำลังเข้าถนน 4 เลน รถ 2 เลนแรกหยุดให้คุณแล้ว แต่คุณชนรถในเลนที่ 3 ในกรณีนี้คุณอาจเป็นฝ่ายผิดหากไม่สามารถหาพยานมายืนยันได้

7.ไปโรงพยาบาล หากคุณสงสัยว่าได้รับบาดเจ็บ ควรไปพอแพทย์เพื่อตรวจ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายและการเรียกร้องค่าเสียหายใน ภายหลังจะยากขึ้นด้วย

8.แจ้งความ ในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะต้องไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ทันที แม้กฏหมายจะผ่อนปรนให้แจ้งความใน 6 เดือน เพราะ บริษัทประกันส่วนใหญ่ไม่รับรองใบแจ้งความย้อนหลัง

9.ตกลงเงื่อนไขการจ่ายค่าเสียหาย เรียกเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถแนะนำคุณได้ว่า ควรให้บริษัทชดใช้
หรือคุณควรจ่ายเอง เพราะเบี้ยประกันของคุณอาจเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 หากค่าชดใช้นั้นเกินกว่าเบี้ยประกัน ร้อยละ 200 (ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน)
หากต้องชดใช้ 2,100 บาทค่าเบี้ยประกันของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,200 บาท คุณอาจจะประหยัดได้มากว่า หากจ่ายเงินชดใช้ 2,100 บาทเอง

10.อย่ารีบรอมชอม หลังอุบัติเหตุหากอีกฝ่ายยอมรับเป็นฝ่ายผิด และคุณสงสัยว่าคุณจะได้รับบาดเจ็บอย่าเพิ่งรีบรับข้อเสนอให้ยอมความ เพราะ
การบาดเจ็บของคุณอาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ว่าอาการของคุณรุนแรงเพียงใด หากคุณยอมความไปแล้วการเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม
จะทำได้ยากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ได้รับบาดเจ็บและข้อเสนออีกฝ่ายเป็นที่น่าพอใจ ก็ให้คุณยอมความได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น จากสถิติอุบัติเหตุร้อยละ 70 เกิดจากความประมาท การระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำแนะนำทั้ง 10 จะเป็นการดีที่สุด

ที่มา : http://www.thaihomemaster.com
บันทึกการเข้า

khanomcity
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 373

HJC ID : 43541


เลขที่ใบอนุญาติ 5304018121


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013 - 09:00:22 »

ขอขอบพระคุณครับคุณ tomkraab  สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เพือน ๆ ได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ นะครับ และ ที่สำคัญยิ่ง หากเพื่อน ๆ ท่านใด มีข้อสงสัย หรือ ต้องการให้กระผมช่วยเหลือ ติดต่อกระผมได้นะครับที่ 081-6779631 ทุกอย่างฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ
บันทึกการเข้า

กายพร้อม ใจพร้อม ที่จะมอบ สิ่งดี ๆ ให้แก่เพือน ๆ สมาชิก www.center-insure.com ศูนย์รวมประกันภัยพร้อมเสริฟ ถึงบ้านคุณ ติดต่อสอบถามได้ที่ Tel: 081-6779631 หรือ Email : tthongmong@hotmail.co.th แล้ว ทุกสิ่งสิ่งจะเป็นจริง อย่างใจต้องการ

หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: