Honda Jazz Club :: สวัสดี !

** Register Honda Jazz club ท่านใดต้องการสมัครทำดังนี้...**

   



หน้า: [1] 2 3 4
ผู้เขียน หัวข้อ: สำหรับคนออกรถใหม่ รวมๆมาให้  (อ่าน 168132 ครั้ง)
สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:38:29 »

RUN IN นั้นสำคัญไฉน?!?!
วันนี้ได้หยิบเอาเกล็ดเล็กๆน้อยๆมาฝากกันสำหรับใครที่ต้องการจะ ออกรถใหม่(r56) หรือ มีรถอยู่แล้วก็ไม่เสียหายครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

คำว่า Run-In หลายๆคนคงคุ้นเคยกันดี แต่เข้าใจดีแค่ไหนคราวนี้เรามาดูกัน ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ในการประกอบผลิตรถยนต์ออกมาคันหนึ่งๆ บางคน (โดยเฉพาะเซลล์) อาจจะบอกว่ารันอินไม่จำเป็นแล้ว อาจจะบอกว่ารันอินมาแล้วจากศูนย์ จะขอขยายนิดนึงว่าการรันอินมาแล้วจากโรงงานเนี่ยเราจะทราบได้อย่างไรครับ? จากเท่าที่ดู บางโรงงานอาจจะเป็นแค่การสุ่มตรวจ หรือ โดยปกตินั้น เครื่องยนต์เวลาประกอบเสร็จอย่างมากก็เป็นเพียงการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เพื่อเช็คงานการประกอบและเพียงตรวจรอยรั่วซึ่มของประเก็น และ ท่อทางเดินต่างๆเพียงเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาไม่ถือว่าเป็นการรันอินครับ (จริงๆแล้วถ้าศึกษาคู่มือรถทุกชนิด จะมีรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับการรันอินที่ถูกต้องทั้งนั้น)

ทีนี้คำว่ารันอินคืออะไร? รันอินนั้นคือการให้ชิ้นส่วนต่างๆภายใน เช่นข้อเหวี่ยง ลูกสูบ เสื้อสูบ จุดต่อ จุดหมุนต่างๆ ระบบไฮดรอลิก ให้มีการเคลื่อนไหว และ ปรับสภาพได้ถูกต้อง อาจจะเป็นระยะ 500-1000 กิโลเมตร ก็แล้วแต่ว่ารันอินอะไร เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกันทีหลังครับ เอาละเรามาดูการรันอินเครื่องยนต์ อย่างแรกกันเลยดีกว่า

- อย่าขับรถโดยใช้ความเร็วคงที่ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ความมีการเปลี่ยนแปลงช่วงความเร็วและรอบเครื่องอยู่เสมอ ไม่ควรนำออกวิ่งต่างจังหวัด เพราะไม่ควรวิ่งความเร็วคงที่เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอได้ (ต้องอดทนหน่อยครับ อาจจะไม่สนุกสำหรับช่วงแรกๆ)

- อย่าใช้ความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กับเกียร์ที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถ เกียร์ธรรมดา ยกตัวอย่าง ขับ60 ที่เกียร์5

- อย่าลากรอบเกิน 80% และไม่ควรคิกดาวน์ หรือ การเร่งรอบแบบเต็มกำลังเครื่องยนต์

- ไม่ควรลากรอบสูงนานๆ หรือ วิ่งเต็มกำลังเครื่องในระยะแรกๆ

- หลีกเลี่ยงการบรรทุกหนัก




บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:39:01 »

เพียงเท่านี้อดทนนิดนึงจนพ้นระยะที่กำหนด (ดูในคู่มือ) ท่านก็สามารถขับรถของท่านได้อย่างสบายแล้วละครับ เอาละคราวนี้เรามาดูการรันอิน เบรคกัน สิ่งนี้อาจเป็นอะไรที่หลายๆ คนจะมองข้ามกัน แต่เบรคถือว่าเป็นหัวใจสำคัญมาก การจะให้เบรคของเราเนี่ยทำงานได้เต็มความสามารถยังไง ลองอดทนอ่านตามต่อไปกันดูครับ

- อันแรกง่ายๆ รถใหม่ หรือ เพิ่งจะเปลี่ยนผ้าเบรคมาไม่ควรเบรครุนแรง หรือ หยุดรถกระทันหันทั้งนี้เพื่อให้หน้าสัมผัสชองผ้าเบรคได้ปรับตัวให้รับกับจานเบรค ให้เข้าที่

- หรือถ้ามีการจานคตได้เจียรจานเบรค เปลี่ยนผ้าเบรคมาใหม่ ตรงนี้การรันอินสำคัญมาก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อมีการเบรคกระทันหันอาจจะเฟส หรือ เบรคลื่นจนเกิดอุบัติเหตุได้ สำคัญครับจำให้ดีเนอะ

- วิธีการย้ำเบรค หรือ ปรับหน้าสัมผัสก็ไม่ยากครับ คือเราขับรถที่ความเร็วพอประมาณ (80) กดแป้นเบรคแบบธรรมดาให้รถชะลอลง หรือ หยุดแล้ววิ่งต่อ แล้วเบรคลงจนรถหยุดทำแบบนี้ติดต่อกันอย่างน้อยๆ น่าจะมีสัก 10 ครั้ง (อาจจะถามว่าจะเอาที่หรือเวลาที่ไหนทำก็ *คุณ*ตอนออกมาจากร้านหรือศูนย์นี่ละรถติดๆ วิ่งๆเบรคๆ เดี๋ยวก็ได้ครับ)

- ไม่ควรเบรครุนแรง ผ้าเบรคอาจไหม้ได้

- การรันอินเบรค ระยะเวลาที่ควรใช้จะอยู่ที่ 200-300 กิโลเมตรครับ ไม่นับว่าวิ่งทางยาวๆนะ แบบไปพัทยาถนนโล่งเบรคอยู่สามสี่ทีก็ครบระยะ แบบนี้ผิดครับ) ต้องเป็นระยะที่ใช้งานเบรคด้วยจริงๆ วิ่งในเมืองเนี่ยเป็นการรันอินเบรคที่ดีเลยละ


รันอินเบรคคร่าวๆกันไปแล้ว เรามาดูส่วนสำคัญอีกอย่างนึง นั่นคือยาง หลายๆคนอาจจะงงว่ายางเนี่ยต้องรันอินด้วยเหรอ คำตอบคือควรอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะในช่วงร้อยกิโลแรกจำเป็นสุด ต่อรูปทรงของยางประสิทธิภาพที่เต็มที่และป้องกันการสั่นของล้อได้ด้วย รันอินยังไง อดทนอ่านต่ออีกสักนิดครับจะจบแล้ว

- ไม่ควรวิ่งเกิน 100-140 ในช่วงร้อยกิโลแรกเพื่อให้โครงสร้างยาง แก้มยาง หน้าสัมผัสได้มีการปรับสภาพ กับรถและน้ำหนักรถ(และคนขับโดยเฉพาะผม)ได้อย่างลงตัว

- ไม่ควรโชว์พาวเวอร์โชว์เท่ห์ ออกล้อฟรีโชว์สาวๆ หรือ หนุ่มๆ เป็นเวลา 1เดือน หลังจากนั้นตามสบายครับ

อดทนเพียงเท่านี้รถยนต์ของเพื่อนๆก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธภาพ และ อยู่คู่กับเราไปได้นาน ๆ ผมเองมองรถเป็นสิ่งมีชีวิตครับเราควรถนุถอมเค้าหน่อยเพราะเค้าพาเรา ไปไหนมาไหนและชีวิตของเราและคนอื่นฝากไว้กันเค้า... จริงมั้ยครับ
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:47:06 »

ฤกษ์ออกรถ
เดือนต.ค.51

เดือนพ.ย.51

เดือนธ.ค. 51


ปี51 ทั้งปีตามลิ้งค์นี้ http://nuchjovi.multiply.com/photos/album/24
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กันยายน 2008 - 22:39:30 โดย BowlNaJa=>GBIT » บันทึกการเข้า


--Ma wHiPcReAm --ﺴ۩๑ ۞ แก๊งค์ เด็กบ้านนอก No.35 ★™!
Green Label
****

ระดับแอลกอฮอล์ 334
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 804

HJC ID : 16371


อย่ามาม่อแถวนี้ได้มะ ไปไกลๆเลย


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:51:53 »

เก็บข้อมูลใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้วครับ

ขอบคุณครับ

ใช้ตำราเดียวกันเรยนะครับ
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:53:25 »

เทคนิค รับรถป้ายแดง

สำหรับท่านผู้อ่านที่ซื้อรถครั้งแรก ในช่วงนี้มีหลายคนกำลังเดินทางไปรับรถ ที่ได้ตกลงซื้อไว้ที่ดีลเลอร์ ซึ่งการรับรถคันใหม่นั้นต่างไปจากการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งดูเหมือนจะลำบาก สำหรับท่านที่ไม่มีประสบการณ์ ในขณะที่หลายคน ตื่นเต้นไม่น้อยกับรถคันใหม่

การรับรถใหม่ป้ายแดง เป็นขั้นตอนที่สำคัญ หากขาดรายละเอียดหรือข้ามไป บางครั้งข้อผิดพลาดก่อให้เกิดเรื่องยาว เสียเวลา เมื่อหลายปีก่อน ท่านเจ้าของรถบางคน บางยี่ห้อออกมาประจานเรื่องคุณภาพ เรื่องความไม่พึงพอใจ หลายสาเหตุ บางคันสมเหตุสมผล ในเรื่องคุณภาพหลังใช้ แต่บางคันหากว่า เจ้าของรถรู้เท่าทัน และไม่รับรถที่มีตำหนิหรือไม่เรียบร้อยมาใช้ก็จะลดปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้

วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า

ต้องเข้าใจว่ารถเป็นของที่มีราคาสูง เป็นสินค้าที่มีรายละเอียดมาก ทั้งการซื้อการใช้งานการรู้จักวางแผนล่วงหน้า ในการสั่งซื้อ จะทำให้คนขายที่มีความรับผิดชอบสูงได้มีเวลาเพียงพอในการเตรียมพร้อมสำหรับรถส่งมอบแน่นอน ขึ้นตอนการเตรียมตัว มีหลายอย่างที่เป็นเรื่องจำเป็นในขณะที่คนซื้อไม่ได้เห็น

ให้นัดหมายล่วงหน้าวัน เวลา ส่งมอบรถ และแน่นอนงานเอกสารในเรื่องไฟแนนซ์หรือเรื่องทะเบียนก็ดีได้ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว

รถก่อนถึงมือเราในวันรับมอบ จะผ่านขั้นตอนของดีลเลอร์ ที่เรียกว่าพีดีไอ คือ การตรวจรถก่อนส่งมอบของฝ่ายผู้ขาย เป็นการตรวจสอบความเรียบร้อยหรือ ความเสียหายอันมาจากการเก็บรถว่าเกิดขึ้นหรือไม่นั่นเอง

สถานที่รับรถ

 
ในปัจจุบัน มาตรฐานโชว์รูมจะมีพื้นที่ส่งมอบรถใหม่ ซึ่งเป็นที่สะอาดและที่สำคัญมีแสงสว่างเพียงพอ เราจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ในการสำรวจรถทั้งคันก่อนลงนามในเอกสารส่งมอบ บางท่านอาจจะซื้อรถโดยที่ให้ผู้ขับขี่ส่งไปให้ถึงบ้าน อาจจะไม่มีเวลาเพียงพอ ซึ่งเราสามารถทำการรับมอบได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้รายละเอียดการตรวจสอบต่างๆ ก็เหมือนการรับในโชว์รูม

คู่มือรับรถใหม่

ในการรับรถใหม่ เราจะพบกับคู่มือการรับรถ ภายในจะมีรายการให้เช็คเป็นรายตัว ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ของรถ ให้เราดูตามรายการดังกล่าว ว่าเขาส่งมอบอะไรให้เรา และตามรายละเอียดเป็นข้อๆ นั้นเป็นไปตามที่ เราเห็นหรือไม่

การตรวจสอบภายนอก

การดูความเรียบร้อย ภายนอกตัวถัง จะต้องมีความละเอียด ให้ทำในที่มีแสงสว่างมากๆ สำรวจจุดที่อาจจะมีสนิมเกิด เพื่อประเมินรถ สำหรับสนิมที่ยอมรับได้ กับยอมรับไม่ได้ จะมีเกิดขึ้น เช่น ที่จานดิสก์เบรกอาจจะมีสนิม อันนี้โดยทั่วไปยอมรับได้แต่หากสนิมขึ้นที่อื่นๆ เช่น ท่อไอเสียหรือ ชายขอบตัวถัง ใต้ชิ้นส่วนหนักของรถอันนี้ยอมรับไม่ได้

สีจะต้องสมบูรณ์ไม่มีรอยย่นหรือจุดด่าง สำรวจในจุดทุกจุด ทั้งกันชนหน้าหลัง หลังคา ฝากระโปรง

ยางหัวใจสำคัญ

 
หลายท่านวางใจรถใหม่ว่า จะได้ของคุณภาพเต็มร้อย โดยเฉพาะยาง ให้พิจารณาอย่างละเอียด ว่ายาง 4 เส้น รวมยางอะไหล่ รถดูว่ามีจุดแบนเรียบบนหน้ายางอันเกิดมาจากการจอดรถจุดเดียวนานเกินไปหรือไม่ มีความแข็งนิ่มของเนื้อยางผิดปกติหรือไม่ และลมยางจะต้องเป็นไปตามสเปคที่กำหนดโดย บริษัทรถยนต์หากไม่แน่ใจให้ทำการตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดอีกครั้ง

ภายในห้องเครื่องยนต์

วิธีการตรวจสอบก่อนรับมอบ หัวใจสำคัญอีกอย่างคือ ใต้ฝากระโปรง ตั้งแต่เครื่องยนต์ หม้อน้ำ น้ำมันไฮดรอลิคต่างๆ ต้องแน่ใจว่ามีน้ำในหม้อน้ำ ลองติดเครื่องดูว่าเครื่องยนต์เดินเรียบ ติดง่ายหรือไม่ การติดตั้งอุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีส่วนใดๆ ส่วนหนึ่งขาดเกินออกมาในลักษณะผิดปกติดูแบตเตอรี่น้ำกลั่นสมบูรณ์หรือไม่

ห้องโดยสาร

 
ในห้องโดยสารให้เข้าไปทำการ เปิดใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานและตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบไฟและสัญญาณต่างๆ ทั้งวิทยุ เครื่องปรับอากาศ ให้ลองเปิดเครื่องปรับอากาศ ทิ้งไว้ 2-3 นาที และตรวจสอบความเย็นช้าหรือไม่ รอบเครื่องนิ่งปกติหรือสวิงไปมาหรือไม่ ลองปรับช่องหมุนเวียนอากาศ ว่าทำงานหรือไม่ สัญญาณไฟเตือนต่างๆ จะต้องดับลงในเวลากำหนด หลังจากที่ติดเครื่องยนต์ ต้องไม่มีสัญญาณสีแดงค้างอยู่ ยกเว้น สั่งให้ ระบบเชื่อมโยงสัญญาณ ทำงานต้องตรวจสอบเบรกมือ ขึ้น-ลงสะดวก หรือว่าต้องปรับตั้งใหม่ รถบางยี่ห้อจะปลดเข็มไมล์ และฟิวส์ต่างๆ ออก ซึ่งการส่งมอบต้องติดตั้งให้เรียบร้อย

สิ่งที่จะได้รับ

ในการซื้อรถ จะต้องได้อุปกรณ์มาตรฐานตามที่ตกลงไว้เช่น ยางอะไหล่ เครื่องมือประจำรถ แม่แรงและของแถมต่างๆ ที่ตกลงกัน จำนวนที่ให้มาได้ มาครบหรือเปล่า งานด้านเอกสารให้ทำความกระจ่างว่า เอกสารใดบ้างที่จะได้ในวันรับรถ และเอกสารใดบ้างจะส่งตามมาให้ทีหลัง (เช่นกรมธรรม์ประกันภัย )

การรับประกัน

 
หลังจากที่ดูอุปกรณ์แล้ว ให้มาทำความเข้าใจ 'เงื่อนไขการรับประกัน' ซึ่งเป็นการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต ตรงนี้เอาให้ชัดเข้าใจถ่องแท้ แบตเตอรี่รับประกันไหม ผ้าเบรกรับประกันหรือไม่ แม้จะมีเอกสารเรียงตัวก็สอบถามกันเสียให้เข้าใจ จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน

โดยทั่วไป อะไหล่ที่สิ้นเปลือง จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากระยะประกัน อะไหล่เหล่านี้ เช่น สายพาน ไส้กรองต่างๆ ฟิวส์ ผ้าเบรก หัวเทียน แผ่นคลัตช์ ใบปัดน้ำฝน และยาง เป็นต้น

การปรับแต่ง ก็สำคัญ ส่วนใหญ่คนบริโภครถ ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจ คือ รถบางครั้งออกไปขับอาจจะมีการทำงานไม่สมบูรณ์หรือระบบไม่เข้าที่เข้ามา ต้องมีการปรับแต่ง เช่น ระยะฟรีพวงมาลัย จังหวะการจุดระเบิด ไฟอ่อนไฟแก่ ถ่วงล้อตั้งศูนย์ โดยทั่วไปหลังการตรวจรถส่งมอบแล้วระยะหนึ่งอาจจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร หากมีปัญหาแล้วเขาทำฟรี ต้องถามด้วย หากมีการถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำยาต่างๆ ในช่วงของการทำฟรีนั้น น้ำยาเหล่านี้ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่าย

เรียนรู้เรื่องรันอิน

 
จากนั้นคนรับรถต้องเข้าใจ การใช้รถในระยะแรก หรือระยะรันอินที่ถูกต้องเป็นทำอย่างไร การบำรุงรักษาประจำวันทำอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจพื้นฐานที่ถ่องแท้ ไม่ใช่ออกมาจากศูนย์ ไม่รู้ว่าเติม 95 หรือ 91 หรือว่าเบนซินหรือดีเซล (ความรู้ทั้งหมดหาได้จากคู่มือประจำรถ ) ทั้งนี้เทคนิคการใช้รถใหม่ จะมีรายละเอียดต่างกันตามแต่ผู้ผลิตจะกำหนด

อุปกรณ์พิเศษ

การดัดแปลงสภาพ หรือภาษาเราๆ คือ การไปเพิ่มออฟชั่นต่างๆ ทั้งนอกศูนย์ในศูนย์ เช่น เอารถไปติดสัญญาณกันขโมย พ่นกันสนิม ติดอุปกรณ์เครื่องเสียง ทีวี นั้น เขามีข้อจำกัดแค่ไหนเวลารถรวนขึ้นมา

ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะบอกว่า การดัดแปลงรถ ผิดเงื่อนไขการรับประกันไม่รับผิดชอบ แต่อาจจะระบุว่า ติดกับดีลเลอร์ไม่เป็นไรติดข้างนอกไม่รับประกัน

สำหรับท่านที่ต้องการ การดัดแปลงรถ หากต้องติดอุปกรณ์ต่างๆ ทางเลือกที่แนะนำคือ เลือกร้านที่มีความสามารถในการเถียงแทนเรา นั่นคือ ซื้อของจาก ตัวแทนขายหรือสินค้าที่ค่อนข้างมีชื่อ

หากมีกรณีต้องรบรากัน เขาพอมีกำลังที่จะทำการพิสูจน์ว่า เจ้าเครื่องเสียงหรือสัญญาณแปลกปลอมที่ติดในรถนั้น ไม่ได้เป็นมูลเหตุให้รถมันรวนได้

เครื่องเสียงดีๆ กันขโมยดีๆ ผู้ผลิตเขาจะไปรับหน้าเสื่อเถียงแทนเรา เพราะมันหมายถึงคุณภาพของๆ ที่อยู่ในตลาด

งานเอกสารและการใช้

 
การรับรถใหม่จะเกี่ยวข้องกับป้ายทะเบียน โดยจะได้รับป้ายชั่วคราว เป็นพื้นสีแดง ตัวหนังสือสีดำ และต้องมีตรานูน ของกรมขนส่งทางบก ป้ายจะต้องเป็นของแท้ หากเป็นของปลอมจะถูกจับ ป้ายนี้มีเงื่อนไขการใช้ โดยเฉพาะระยะเวลาใช้รถ ต้องไม่เกินพระอาทิตย์ตกดิน หลังจากนั้นห้ามวิ่งจนกว่าจะเช้า

นอกจากนี้จะต้องมีสมุดคุม รถท่านจะต้องลงรายการทุกครั้งที่ขับรถมิฉะนั้น หากถูกเรียกตรวจ จะโดนข้อหาไม่ "ลงรายการใช้รถ" หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงภาษี ปรับ 500 บาท ซึ่งอาจจะทำให้อารมณ์ชื่นมื่นที่ขับป้ายแดง กลายเป็นอารมณ์บูดไปในทันที บางครั้งเห็นเจ้าหน้าที่ละเลยแต่อย่างวางใจเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

เมื่อรถมีปัญหาควรแจ้งผู้จำหน่ายแก้ไข และมีการลงรายการบันทึกไว้ ในทันที ในขณะที่การใช้รถใหม่ ทุกครั้ง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่

เพราะว่า อุปกรณ์บางอย่างยังอยู่ระหว่างการปรับตัว เช่น ยาง หรือเบรก ต้องสร้างความเคยชินกับรถ นอกจากนี้ควรเข้าใจอย่างท่องแท้เกี่ยวกับกติกามารยาทการใช้รถ เพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย




ใบรับรถ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤษภาคม 2008 - 19:40:12 โดย bowlnaja » บันทึกการเข้า


Anu
Green Label
****

ระดับแอลกอฮอล์ 19
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

HJC ID : 13364


อ้อนคุณพ่อแทบขาดใจ กว่าจะได้เธอมาครอง...


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:58:32 »

ขอบคุณมากมายค้าบ.....



แจ๋ว....
บันทึกการเข้า

ผู้ใดมีรถ  ผู้นั้นมีรัก                          คนที่เข้ามารัก ทำไมเค้ารักที่มีรถ

สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:58:57 »

ชุดแต่งพร้อมราคา



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พฤศจิกายน 2009 - 16:07:25 โดย สะบายด๊ แปดริ้ว » บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 11:59:50 »

เรื่องต่างๆของ"ล้อแม็กซ์" ที่ควรรู้

ล้อแม็ก
         ปัจจุบันความนิยมในการทำสวยให้รถยนต์ด้วยการใส่ล้อแม็กวงโตๆ ควบคู่ไปกับยางซีรี่ส์ต่ำๆ กำลังเป็นที่นิยมกันมาก ซึ่งเดี๋ยวนี้ ขนาดของวงล้อนั้น "เลยเถิด ไปจนถึงระดับ 20 นิ้วขึ้นไปกันแล้ว แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเพียงการเล่นกันแค่ในเฉพาะบางกลุ่ม เพราะล้อ และ ยางขนาดที่ว่ามานั้น 1 ชุดมีราคาแพงมากระดับที่สามารถจะซื้อรถยนต์มือสองมาขับเล่นกันได้สบายๆ ซึ่งในระดับปกติ ที่ชาวบ้าน เล่นกันนั้น ก็จะอยู่ประมาณ 16-17 ไปจนถึง 18 นิ้ว ตามสูตร "บวกสอง" จากขนาดปกติที่ทางโรงงานให้มา ซึ่งเป็นขนาด ที่จัดว่า "เล่นได้" และให้ความสวยงามกับตัวรถในแบบที่คุ้มค่าลงตัวเป็นที่สุด


 ล้อแม็กวันนี้เหลือแค่ชื่อ
          หลายท่านคงเคยสงสัยว่าทำไมต้องเรียกล้อรถยนต์ที่ไม่ใช้ล้อเหล็กปั๊มจาก โรงงานว่า "ล้อแม็ก" นั่นก็เพราะว่า "ล้อแม็ก" ในสมัยก่อนถูกผลิตขึ้นมาโดยมี "แมกนีเซียม" เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนักของ กระทะล้อ ให้น้อยลง ล้อแม็กจึงมีน้ำหนักเบากว่าล้อเหล็กแบบเดิม จากคุณสมบัติของ แม็กนีเซียม ที่เป็นโลหะน้ำหนักเบา และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า "ล้อแม็ก" ที่เรียกกัน ต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน

          แต่ด้วยข้อด้อยของล้อแมกนีเซียมในด้านต้นทุนการผลิตที่แพงมาก บวกกับคุณสมบัติของเนื้อแมกนีเซียม ที่ง่ายต่อการสึกกร่อน เมื่อนำมาใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ความนิยมในตัวล้อแมกนีเซียมแท้ๆ จึงค่อยๆ จางไป พร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของ ล้ออลูมินั่มอัลลอย ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่า ผลิตได้ง่ายกว่า

          แม้ว่าน้ำหนักจะมากกว่าล้อแม็กนีเซียมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเบากว่ากระทะเหล็ก ซึ่ง ล้ออลูมิเนียม ก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ตามแต่ราคา และคุณภาพของเนื้อวัสดุ ที่นำมาผลิต ส่วนใหญ่ก็จะใช้อลูมินั่มอินกอต, สตอนเซียม, ซิลิคอน และแม็กนีเซียม เป็นพื้นฐาน ซึ่งต่อมาล้อที่ทำจากอลูมินั่มอัลลอยก็ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงเรียกกันติดปากว่า "ล้อแม็ก" แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แม็กนีเซียม เป็นวัตถุดิบหลัก ในการผลิตแล้วก็ตาม   

หน้าที่หลักที่ไม่ใช่แค่สวย
          พัฒนาการของล้อแม็กนั้น เริ่มขึ้นในวงการรถแข่ง จากความต้องการที่จะให้กระทะล้อที่มีน้ำหนักเบา เพื่อลดแรงต้านทาน การหมุน ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งคุณสมบัติปลีกย่อยต่างๆ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ การลดภาระให้กับระบบกันสะเทือน และ บังคับเลี้ยวซึ่งจะส่งผลให้การบังคับควบคุมรถเป็นไปได้อย่างฉับไว รถมีการตอบสนองต่อคำสั่งได้ดี และเร็วขึ้น

           สุดท้ายก็คือ เรื่องการช่วยระบายความร้อนจากคุณสมบัติของตัววัสดุคือแม็กนีเซียม และ อลูมินั่มอัลลอยที่มีการอมความร้อนน้อยกว่าเหล็ก โดยจะส่งผ่านความร้อน ทั้งที่เกิดจากล้อยาง เสียดสีกับพื้นถนนเวลาวิ่ง ตลอดจนความร้อนที่เกิดจาก การเบรคออกออกสู่ภายนอก ได้เร็วกว่า กระทะเหล็กธรรมดา ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆ ของล้อเม็กที่กล่าวมานี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่มองข้ามไป ไม่ได้ ในวงการแข่งรถ แต่สำหรับรถที่ใช้งานบนถนนทั่วไป การเลือกซื้อล้อแม็ก อาจจะคำนึงถึง ความสวยงาม ขนาดรูปแบบและวิธีการผลิตเป็นสำคัญก่อน โดยเรื่องความสวยงามนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ รสนิยมของแต่ละบุคคลซึ่งคนส่วนใหญ่ มักจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อเป็นหลักอยู่แล้ว

          เรื่องขนาดก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้กันเพราะล้อแม็กวงโตๆ จะช่วยขับให้รถดูสวยโดดเด่นขึ้นมาทันที (หากเลือกซื้อได้ลงตัว) แต่ โปรดทราบว่าการใส่ล้อที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจนเกินไปนั้น จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เริ่มจากช่วงล่าง หรือระบบกันสะเทือนของรถ ที่ต้องรับภาระมากกว่าปกติกินแรงของเครื่องยนต์จากน้ำหนักที่มากขึ้น และหน้าสัมผัสของยางที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเร่ง และ ความเร็วสูงสุดของรถน้อยลงไป

วิธีการผลิต
                    การผลิตล้อแม็กในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกันคร่าวๆ 2 วิธี ซึ่งสามารถบ่งบอก ถึงคุณภาพ และความทนทานของล้อแม็กนั้นๆ โดยสามารถดูได้จากขั้นตอน การ ผลิต ว่าเป็นล้อแม็กที่ผ่านกรรมวิธีการผลิต แบบไหน...
      1. แบบตักเท ผลิตโดยการ หลอม เนื้อวัสดุให้ละลาย แล้วตักเทใส่แม่พิมพ์พอแข็งตัวก็เอาออกมาขัดแต่ง เจาะรู ล้อมแม็กแบบตักเทนี้มีข้อดีคือ ราคาถูกผลิตง่าย แต่คุณภาพจะไม่สูงนัก เนื้อไม่แน่น ไม่เข็งแรงเท่าไหรนักเพราะอาจจะมีฟองอากาศแทรกอยู่ภายใน แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้ และมีแพร่หลายมากที่สุด เพราะผลิตง่าย ราคาถูก   
      2. แบบแรงดันสูง ผลิตโดยส่งผ่านวัสดุที่หลอมเหลวไปยังแม่พิมพ์ที่ปิดผนึกด้วยความดันสูงจนเต็ม พร้อมทำการไล่ฟอง อากาศ ออกไปด้วย เมื่อแข็งตัวก็เอาออกมาขัดแต่ง เจาะรู ล้อที่ได้จะมีเนื้อแน่น แข็งแรงมาก ฟองอากาศน้อย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะ ต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป

ค่าต่าง ๆ ของล้อแม็กที่ควรทราบ
            ระยะ PCD หรือ "Pitch Circle Diameter" คือ ระยะงของรูน็อต ที่ตัวล้อแม็ก และดุมล้อต้องมีระยะที่เท่ากัน มีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร โดยส่วนมาก รถรุ่นใหม่ๆ ที่มีน็อตล้อแบบ 4 รูจะมีระยะ PCD 100 มม. แต่ก็มีอีกมากมาย หลายรุ่นที่ใช้ค่า PCD ขนาดอื่นๆ เช่น 98, 108, 110, 114.3 ซึ่งต้องเลือกดู ให้ดี   
         และอีกค่าที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ "ค่าอ๊อฟเซ็ท" ซึ่งก็คือ ค่าที่บอกตำแหน่งของหน้าแปลนด้านในของล้อแม็ก ที่สัมผัสกับดุมล้อเมื่อเทียบวัดกับกึ่งกลางของล้อแม็กในด้านข้าง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรเช่นกัน ดูง่ายๆ คือ ถ้าล้อแม็กมีค่าอ๊อฟเซ็ท เป็น บวก เมื่อใส่เข้าไปแล้วล้อนั้นจะยื่นออกมาน้อยกว่าล้อแม็กที่มีค่าอ๊อฟเซ็ทเป็นลบ ซึ่งตัวแปรอีกอย่างที่จะบอกว่าเมื่อใส่ล้อแม็กชุดนั้น เข้า ไปแล้ว ล้อจะ "ล้น" หรือจะ "ซุก" เข้าไปในอุโมงค์ล้อก็คือ ความกว้างของล้อแม็ก ซึ่งเวลาซื้อก็ควรจะต้องทำการเทียบวัดให้ดีเสียก่อน ตัดสินใจ

หมายเหตุ
*P.C.D. คือ เส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมที่ลากผ่านจุดกึ่งกลางรูน็อตของล้อทั้งหมด
**Offset คือ ระยะงระหว่างเส้นกึ่งกลางกระทะล้อกับหน้าแปลนดุมล้อ

จำนวนชิ้นสำคัญแค่ไหน
          คงจะเคยได้ยินกันบ้างสำหรับคำว่า "ล้อแม็ก 2 ชิ้น" หรือ "3 ชิ้น" ซึ่งนั่น หมายความว่าเป็นล้อแม็กนั้นเป็นแบบที่ถอดแยกชิ้นออกจากกันได้ แต่ล้อแม็กแบบ ชิ้นเดียว จะได้รับความนิยมมากที่สุด ในแง่ผู้ผลิตเพราะผลิตง่าย ราคาต้นทุนไม่สูงนัก สำหรับผู้ใช้ก็คือ มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทานมากกว่า
         ในด้านการรับน้ำหนัก และแรง กระแทก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพง และ ความแข็งแรง ที่อาจจะสู้แบบชิ้นเดียวไม่ได้ โดยล้อแม็กแบบแยกชิ้นนั้น สามารถแยก ออกจากกันได้เป็น 2 หรือ 3 ชิ้น คือมี ขอบล้อ 1 หรือ 2 ชิ้น และหน้าแปลนตรงกลาง อีก 1 ชิ้น โดยใช้น็อตเป็นตัวยึด เข้าด้วยกัน
 
          เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ข้างต้นคงจะสามารถเป็นแนวทาง ในการเลือกซื้อล้อแม็กได้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าใช้ ความสวยงามเข้ากับตัวรถเป็นเกณฑ์หลัก ในการเลือกซื้อเท่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงคุณภาพ ระยะของค่าต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องดูในเรื่องของล้อแม็กแท้, เทียม, ใหม่ และเก่าอีกด้วย


ข้อมูลจาก :  Carvariety.com :: magazine on web
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 12:01:58 »

นับเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม หรือบางคนไม่รู้จัก! เพราะมัวแต่ไปมองขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหรือความกว้างเป็นนิ้วของล้อแม็ก
       ระยะออฟเซตมีหน่วยเป็นมิลลิเมตร คือระยะยื่นหรือหุบของล้อแม็ก มีผลต่อการกระแทกกับบังโคลนกับยาง
       สมมุติล้อแม็กวงแรก 16 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว หากมีระยะออฟเซตเป็น 0 ก็เท่ากับมีหน้า แปลน ที่จะยึดเข้ากับดุมล้ออยู่ตรงกลางพอดี คือ งจากขอบนอกและใน 3.5 นิ้ว
       ล้อแม็กวงที่ 2 ออฟเซตเป็น +10 ก็เท่ากับมีหน้าแปลนที่จะยึดเข้ากับดุมล้อเลยตรง กลางออกมา 10 มิลลิเมตร ถ้าใส่เข้าไปในรถยนต์ได้ ล้อแม็กวงนี้จะหุบเข้าไปในซุ้มล้อมาก กว่าวงแรก
       หากออฟเซตเป็น -20 ก็เท่ากับมีหน้าแปลนที่จะยึดเข้ากับดุมล้อเลยตรงกลางเข้าไป คือ 3.5 นิ้ว-20 มิลลิเมตร ถ้าใส่เข้าไปในรถยนต์ได้ ล้อแม็กวงนี้จะยื่นออกมาจากซุ้มล้อมากกว่า 2 วงแรก
       สรุปง่ายๆ ก็คือ ยิ่งล้อแม็กมีระยะออฟเซตเป็นตัวเลขน้อยเท่าไร ใส่กับรถยนต์ล้อจะยื่นออกมา และดูสวยกว่าล้อแม็กที่มีระยะออฟเซตเป็นตัวเลขมากกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อใส่ล้อแม็กวงโตแล้วยางกระแทกกับขอบบังโคลนเมื่อยุบตัวหรือโหลด นอกจากจะเป็น เพราะล้อแม็กและยางกว้างเกินไป ในหลายกรณีก็เป็นเพราะระยะออฟเซตเป็นตัวเลขน้อยเกินไป ล้อและยางก็เลยยื่นออกมา ทั้งที่ยังมีพื้นที่ด้านให้โล่งหากจะใส่ล้อแม็กออฟเซต มากขึ้นให้หุบเข้าไป
       ตัวเลขยิ่งน้อยหรือติดลบ เมื่อใส่ล้อเข้าไปกับดุม ล้อจะยิ่งยื่นออกมาด้านนอก ว่ากันว่ายื่นแต่สวย เพราะหน้าแปลนอยู่ลึกเข้าไป จึงมีขอบของล้อแม็กออกมาด้านนอกให้ดูสะดุดตา ล้อแม็กบางรุ่นลึกขนาดวางกระป๋องน้ำอัดลมแนวนอนได้เลย บางคนเรียกล้อแม็ก ที่มีขอบเยอะๆ ว่า ล้อแม็กออฟลึก
       วิธีที่ถูกต้อง คือ เลือกล้อแม็กที่มีระยะออฟเซตใกล้เคียงกับล้อเดิมจากโรงงาน หาดูตัว เลขได้แถวๆ ตัวย่อ ET ที่ล้อแม็ก หรือถ้าใช้วิธีตามภาคปฏิบัติ ก็ให้ใส่ล้อและยางเข้ากับรถยนต์ ขยับรถยนต์สัก 5-10 เมตร เพื่อให้ช่วงล่างทำงานและยุบตัวมาอยู่ในระยะปกติ จอดแล้วหาคนนั่งด้านหลัง 2-3 คนและให้ขย่มแรงๆ สังเกตว่ายางต้องซุกเข้าไปหลังขอบบังโคลนได้โดยไม่กระแทกกัน ยางต้องซุกเข้าไปงจากบังโคลนแบบเฉี่ยวๆ 0.5-2 เซนติเมตร และยางต้องไม่หุบเข้าไปด้านในบังโคลนมากเกินไป เพราะจะดูไม่เต็มซุ้มล้อและไม่สวย ในด้านความสวยงามแล้ว การเลือกล้อแม็กและยางที่ใส่แล้วปริ่มขอบบังโคลน ด้านใน ยุบแล้วยางซุกตัวเข้าหุบในในซุ้มล้อ แล้วงขอบบังโคลนแบบเฉี่ยวๆ ไม่เกิน 0-5-1 ซม.ถึงจะสวย
       บางคนถึงขนาดยอมพับหรือเจียรขอบบังโคลน หลบยางที่ยื่นออกมามากเกินไป ซึื่ง ตอนขายต่อรถยนต์ที่พับหรือเจียรของบังโคลน ถ้าผู้ซื้อรู้มาก ราคาอาจตก เพราะถือว่าไม่เดิม
       การเลือกล้อแม็กต้องเหมาะสมทั้งขนาด ความกว้าง และระยะออฟเซ็ตครับ
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 12:04:41 »

Backlist บ.ประกัน
ข้อมูลจากบริษัท ทิสโก้ รู้ไว้ก็ดีนะ จากนสพ.ผู้จัดการ บ.ประกันดังกล่าวคือ
>อันดับที่ 1. ลิเบอร์ตี้ประกันภัยมี ดร.พาชื่น รอดโพธิ์ทอง และพตท.พงษ์ชัย วราชิต ถือหุ้นใหญ่
>อันดับที่ 2. มิตรแท้ประกันภัย (ไทยประสิทธิ์เดิม)
>อันดับที่ 3. บ.สัมพันธ์ประกันภัย นายศรีศักดิ์ ณ นคร ถือหุ้นใหญ่
>บ.ทั้ง 3 ข้างต้น อู่ต่างๆ ส่ายหน้าหนี ไม่รับรถเข้าซ่อมเพราะเบี้ยวค่าซ่อมหลายร้อยล้านบาท โดยลิเบอร์ตี้ เป็นสุดยอดแห่งการเบี้ยว
>
>ยังมีบ.ประกันภัยที่อยู่ในข่ายจะโดนอู่ต่างๆขึ้นบัญชีดำอีกคือ บ.อาคเนย์ประกันภัย เพราะถึงแม้จะไม่ชักดาบแต่จะใช้วิธี"HAIRCUT"คือ จะต่อรองกับอู่ว่าจะจ่ายให้ น้อยกว่าค่าซ่อมที่ค้างไว้ ซึ่งอู่ต่างๆ หลายแห่งก็ต้องยอมเพราะไม่อยากยุ่งยากเรื่องฟ้องร้อง
>
>ยังมีอีกประเภทคือจ่ายค่าซ่อมช้ามาก บางที่เป็นปีถึงจะชำระให้ ได้แก่ พัชรประกันภัยและเอราวัณประกันภัย
>ข้อมูลข้างบนนี้คงมีประโยชน์กับท่านที่กำลังมองหาบ.ประกัน จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพราะจ่าย เบี้ยประกันแล้ว ใครๆ ก็อยากได้ รับบริการที่ดีไม่มีตุกติก ช่วยๆกันกระจายข่าวให้ทราบทั่วๆ ไป อย่าปล่อยให้บ.ประกัน ลอยนวลหลอกลูกค้าอยู่ ต่อไป
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 12:09:14 »

เลือกรุ่น, สี กันได้แล้ว สิ่งต่อไปที่ไม่ควรมองข้ามคือ ไฟแนนซ์กับประกันภัยครับ
วันนี้ขอมาเล่าสู่กันฟัง ก็คือ 2 อย่างที่ไม่ควรละเลยหรือขี้เหนียว

หลังจากเพื่อน ๆ เลือกรุ่น เลือกสีกันได้แล้ว หลังจากนั้นก็อาจจะเลือกศูนย์ที่จะจอง

สุดท้ายก็คงเหลือ ข้อพิจารณาที่ผมคิดว่า น่าจะค่อนข้างสำคัญมาก ๆ นั้นก็คือ

การเลือก บริษัท ไฟแนนซ์ กับ บริษัท ประกันภัย

โดยส่วนตัวอย่างที่ผมบอกว่า ผมเลือกที่จะจองกับศูนย์ศรีอยุธยา (เหตุผลส่วนตัว อีกอย่างคือ เพราะดูแลโดย HONDA AUTOMOBILE ประเทศไทย โดยตรง)

อีกอย่างนึงที่ไม่คิดจะจองหรือซื้อรถกับ Dealer ก็เพราะมีประสบการณ์อันเลวร้าย มาหลายครั้ง แต่ไม่ใช่กับพนักงานขายนะครับ

แต่เจอประสบการณ์อันเลวร้ายมากกับศูนย์บริการหลายแห่ง จนมึครั้งนึง ผมร้องเรียนถึง ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทฮอนด้าโดยตรง

ซึ่งก่อนจะร้องเรียนนั้น มีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้ผมรับไม่ได้ แล้วพนักงานที่เป็นหัวหน้าช่างหรือไง ผมไม่แน่ใจพูดกับผมในทำนองกวน ๆ ว่า

"เอาเลยครับพี่ พี่จะร้องเรียนไปที่สำนักงานใหญ่ก็ได้ ลูกค้าฮอนด้าทำอะไรก็ไม่เคยผิดอยู่แล้ว" ดูมันพูด

เอาเลย อยากได้จัดให้ ผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ พร้อมกับอารมณ์ร้อนแรงสุดขึด จนไม่เกิน 30 นาที ผู้จัดการศูนย์แห่งนั้นโทรมาขอโทษและอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ผมก็ไม่ติดใจอะไร แต่หลังจากนั้น สำหรับศูนย์นั้น ต่อให้รถผมไปเสียหน้าศูนย์นั้น ผมก็จะยอมเสียค่าลากไปศูนย์อื่น

(ผมขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่บอกเด็ดขาดว่า Dealer ที่นั่นคือที่ไหน)

เอาหละ มันก็เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ผมไม่เคยมอง Dealer เลย

นอกจากนี้ การจองรถผ่าน Dealer สิ่งที่ควรระวังก็มี 2 เรื่อง อย่างที่ผมบอก ก็คือเรื่องไฟแนนซ์กับประกันภัยครับ

สำหรับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่จองรถผ่านศูนย์ที่เป็น Dealer นั้น จะพบว่า มีไฟแนนซ์ให้เลือกหลายบริษัท มากมายหลายอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งมีการเชียร์ของเซลล์ว่า ให้เอาบริษัทนี้ดีกว่าพี่อะไรประมาณนั้น

จะว่าก็ว่าเหอะ ที่เซลล์เชียร์ ๆ ให้เลือกที่โน่นที่นี่ มันมีข้อตกลงกัน ระหว่างไฟแนนซ์กับเซลล์นั่นเหละ แบบ พวกสมนาคุณอะไรประมาณนี้ (น่าจะรู้นะผมหมายถึงอะไร) ก็เลยเชียร์ลูกค้าไปที่บริษัทนั้น

อัตราดอกเบี้ยนั้นก็มีถูกบ้าง แพงบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่ครับ

แต่สิ่งที่ควรจะระวังเท่าที่เจอมา ซึ่งผมก็อ่านเจอกระทู้บ่อย ๆ เกี่ยวกับความงี่เง่าของบริษัทไฟแนนซ์ หรือไฟแนนซ์จอมโหดอะไรต่าง ๆ นานา เยอะแยะ

ยิ่งบริษัทไฟแนนซ์ใหม่เท่าไหร่ หรือ ชื่อเสียงไม่ค่อยได้ยิน ดอกเบี้ยก็มักจะถูก เพื่อเอามาล่อตาล่อใจเจ้าของรถ ทำให้รู้สึกว่า ดอกถูก

เคยมีกระทู้นึงมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งว่า เวลาจ่ายภาษีประจำปี คิดค่าบริการโหดมาก ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะอยู่ที่ 500 บาท

แต่เขาก็เลือกที่จะไปเสียภาษีเอง สมัยนี้ เสียได้วันหยุดที่ห้างคาร์ฟูร์หลาย ๆ สาขา โดยไม่ต้องใช้เล่ม ซึ่งเท่ากับว่า รถติดไฟแนนซ์ คุณก็เอาสำเนาไปเสียเองได้ครับ

แต่ปล่าวครับ เขาเล่าให้ฟังต่อว่า พอผ่อนชำระหมดแล้ว โดยที่ไม่จ่ายภาษีผ่านไฟแนนซ์เนื่องจากค่าบริการแพง

พอเวลาจะโอนรถ ทางบริษัทไฟแนนซ์หัวหมอครับ คิดค่าปรับสมุดปีละ 100 - 200 บาท (เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน่นะครับ) แต่ถ้าเป็นจริง มันทุเรดสุด  ๆ ครับ

เพราะฉะนั้น การจะเลือกไฟแนนซ์ ควรพิจารณาถึง ชื่อเสียงมากกว่าดอกเบี้ยที่ถูกนะครับ

ผมเองเลือกไฟแนนซ์ ของ HONDA LEASING เพราะเอาชัวร์ไว้ก่อน อีกอย่าง เป็นลูกค้าเก่าได้ลดดอกด้วย อีกอย่างนึงคือ ผมจองที่ศูนย์ศรีอยุธยา คงไม่มีบริษัทอื่นให้เลือก

อีกเรื่องนึง ก็คือ เรื่องของ ประกันภัยนี่เหละครับ

ถ้าท่านใดจองรถที่ ศูนย์บางนา หรือ ศูนย์ศรีอยุธยา ก็คงต้องได้ ไฟแนนซ์ HONDA LEASING + ประกันของ บริษัทกรุงเทพประกันภัย

แต่ถ้าเป็นที่อื่น มีไฟแนนซ์อื่นเข้ามาดีลกับศูนย์นั้น ๆ นอกจากจะมีไฟแนนซ์ให้เลือกหลายบริษัทแล้ว ยังมีบริษัทประกันหลาย ๆ บริษัทให้เลือกมากมาย

มีทั้ง ชื่อที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน เบี้ยถูกมาก หรืออาจได้ยินชื่อเสียงมาหน่อย เบี้ยอาจสูงขึ้นมาหน่อย

เพราะฉะนั้น เรื่องประกันภัยนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งครับ อย่าเห็นแก่เบี้ยประกันถูก ความคุ้มครองสูงอย่างเดียวนะครับ ต้องเลือกที่ความมั่นคงของบริษัทประกัยภัยนั้น ๆ ด้วย

มันมีเว็บของกรมการประกันภัย สามารถเข้าไปดู รายชื่อ บริษัทประกันภัยที่ติด Black List ได้นะครับ

ไหน ๆ ก็อธิบายมาเรื่องประกันภัยแล้ว ก็อธิบายต่อเลยแล้วกัน

บางครั้ง เราซื้อประกันภัย แต่เราไม่เคยรู้เลย ว่า แต่ละช่องในตารางกรมธรรม์มันมีอะไรบ้าง มันคือ สิ่งที่หลาย ๆ คนไม่เคยสนใจเลย

อย่างแรกที่ผมนึกได้ตอนนี้ คือ

1. การระบุชื่อผู้ขับขี่ กับ การไม่ระบุชื่อ

การระบุชื่อผู้ขับขี่นั้น สามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ 2 คน โดยที่บริษัทประกันภัยจะให้ส่วนลดสำหรับเรทอายุที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเป็นหลัก

เช่น หากใส่ชื้อผู้ขับขี่ 2 คน คือ 18 ปี กับ 35 ปี จะเห็นว่า เด็กอายุ 18 มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะลด % น้อยกว่า คนที่อายุ 35 ดังนั้น บริษัทจะลด % ให้ในเรทของเด็กอายุ 18

เพราะบริษัทประกันภัยถือว่า อายุดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้รวมไปถึงผู้สูงอายุด้วย

สำหรับ % ที่ลดนั้น ผมจำช่วง และ % ที่ลดไม่ได้ครับ แต่ลอง searh หาดูครับ น่าจะมีบอกไว้

สรุปคือ ถ้ารถของคุณ ใช้อยู่คนเดียว หรือ ใช้กับแฟนแน่นอน ไม่ให้คนอื่นไปใช้ อันนี้ควรอย่างยิ่งที่จะระบุชื่อไปครับ

แต่หากรถของคุณ ให้พ่อใช้บ้าง แม่ใช้บ้าง ลูกขับบ้าง อันนี้ ไม่ควรที่จะทำประกันแบบระบุชื่อครับ เพราะหากระบุชื่อไปแล้ว คนที่ไม่ใช่คนที่ระบุชื่อในตารางกรมธรรม์ขับไปเกิดอุบัติเหตุ จะต้องร่วมรับผิดชอบกับบริษัทประกันภัยด้วยครับ

2. ค่าเสียหายส่วนแรก

วิธีที่จะทำให้ เบี้ยประกันถูกลงอีกวิธีนึงคือ การร่วมรับผิดชอบกับบริษัทประกันภัย นั่นคือ การยอมที่จะเสียค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันถูกลงได้ครับ

แต่มันจะต่างกับ ค่าความเสียหาย EXCESS หรือสมัยก่อนเรียกว่า ค่าดีดัก เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ อธิบายไปแล้วกันว่ามันต่างกันยังไงครับ

2.1 การที่เราเอาค่าความเสียหายส่วนแรกออกจากเบี้ยประกันภัยนั้น ก็คือ การที่เราร่วมรับผิดชอบในกรณีรถเกิดอุบัติเหตุในกรณีเราเป็นฝ่ายผิดทุกครั้ง ซึ่งจะต้องเสียเงินตามที่เราตกลงกับบริษัทประกันไว้ ต่อ 1 ความเสียหาย

แต่มันก็ไม่ใช่ว่า หากเรายอมเสียค่าความเสียหายส่วนแรก 2,000 มันไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ค่าเบี้ยประกันลดลงทันที 2,000 บาทนะครับ เพราะเขาจะมีวิธีคิด ซึ่งรวม ๆ แล้ว จะลดไป 1xxx เท่านั้นครับ

2.2 แต่ถ้าเราไม่สนใจกับค่าเสียหายส่วนแรก คือ ไม่เอาค่าเสียหายส่วนแรกออกจากตารางกรมธรรม์ แล้วหากเราไปเกิดอุบัติเหตุ แล้วเราเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก ไม่ว่าจะเคลมกี่ครั้งก็ตาม (ในกรณีที่เราสามารถบอกได้ว่า คู่กรณีเป็นใคร)

ส่วนค่า EXCESS (ข้อย้ำว่า เรียกว่า ค่า เอ็กเซส นะครับ) ผมเจอมาเยอะครับ บางคนเรียกค่า ACCESS บางคนเรียกค้า ACCEPT บางคนเรียกค่า EXCEPT โอ้ย มั่วไปหมด

ค่า EXCESS คือ ค่าความเสียหายที่เราต้องจ่ายให้กับทางบริษัทประกัน ในกรณีที่เราไม่สามารถบอกได้ว่า ร่องรอยนั้นเกิดจากอะไร คู่กรณีเป็นใคร

ถ้าเราบอกบริษัทประกันว่า จอดรถไว้ กลับมา ไฟท้ายแตก ไม่รู้ว่าคนชนเป็นใคร (กรณีนี้เสียค่า EXCESS แน่นอนครับ)

ถ้าท่านไม่ซีเรียาสกับ ศีล 5 ในข้อ มุสา นะครับ ผมก็จะแอบบอกให้ว่า

คู่กรณี เป็นได้หลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น ประตูบ้าน โอ่งน้ำ เสาไฟฟ้า เก้าอี้ ฟุตบาท ต้นไม้ จักรยาน กระถางต้นไม้ ลองเลือกกันเองนะครับ เวลาเคลมประกัน ว่าร่องรอยนั้นมันเหมาะสมกับ คู่กรณีอะไร

แต่ทั้งนี้ มันต้องสมเหตุสมผลนะครับ ไม่ใช่ว่า ร่องรอย โดนเบียด มีสีเขียวเหลืองติดมาด้วย แล้วบอกประกันว่า เบียดเสาไฟฟ้า (เขาคงเชื่อคุณหรอกครับ นั่นมันแท็กซี่ชัด ๆ )

อย่าโกรธผมนะ ที่สอนให้โกหก แต่ก็แล้วแต่นะครับ ถ้าอยากซื่อสัตย์ ก็บอกไปตามจริง ก็แผลละ 2,000 ครับ สำหรับข้อหา ไม่รู้ว่า รอยเกิดขึ้นมาได้ยังไง

อ่อ สำหรับคู่กรณีที่หลับฝันเห็นขึ้นมานั้น อย่าเลือกเอาคู่กรณีที่ต้องจดทะเบียนนะครับ เช่น มอเตอร์ไซด์ เพราะเรื่องจะยาว

ไม่ใช่หลับฝันว่า ขับเฉี่ยวมอเตอร์ไซด์ที่บ้าน เลยคิดว่า เอาตามความฝันแล้วกัน เพราะไม่รู้รอยเกิดมาได้ยังไง ถ้าบอกประกันไปว่า ขับเฉี่ยวมอเตอร์ไซด์ที่จอดไว้ในโรงรถ งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ต้องใช้ทะเบียนมอเตอร์ไซด์ หรืออาจจะต้องมีใบขับขี่มอเตอร์ไซด์ของเจ้าของรถ ยุ่งมาก ๆ ครับ ดังนั้น อย่าเลือกคู่กรณีที่มีทะเบียนครับ เช่น ขับเฉี่ยวจักรยานที่จอดไว้นี่ โอเคเลย

อ่านดี ๆ นะครับ ระหว่าง ค่าความเสียหายส่วนแรกที่เราตกลงกับบริษัทประกันกับค่า EXCESS นั้นต่างกันนะครับ ผมว่า ผมอธิบายเคลียร์แล้วนะครับ

อีกรณีนึง สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ก็น่าจะเป็นเรื่องของทุนประกันภัย

ข้อนี้ก็ค่อนข้างสำคัญครับ บางบริษัทประกันหัวหมอ ไปลดทุนประกันให้น้อย ๆ เบี้ยก็เลยดูค่อนข้างราคาถูก

แต่ปัญหาคือ หากรถเสียหายหนัก การซ่อมหรือการคืนทุน ก็จะได้เท่าในตารางกรมธรรม์ที่ระบุไว้นั่นเองครับ

อุปกรณ์ตกแต่ง สำคัญเช่นกันครับ ใครนำรถไปติดชุดแต่งราคาแพง หรือติดแก๊ส ติดหลังคากระจก ต้องบอกบริษัทประกันให้รับรู้ครับ ไม่งั้นมีปัญหามา เขาจะไม่รับผิดชอบ หรือรับผิดชอบไม่เต็มจำนวนที่เราเสียค่าติดตั้งไปครับ

นอกจากนี้ ยังมีหลาย ๆ อย่างเช่น วงเงินประกันภัยต่อบุคคลภายนอก ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอก วงเงินการประกันตัวผู้ขับขี่คดีอาญา

ดังนั้น ก่อนเราจะทำอะไร จำไว้เสมอว่า ควรอ่านสัญญาให้ละเอียด ทุกครั้งครับ
บันทึกการเข้า


Mr.VTEC
Green Label
****

ระดับแอลกอฮอล์ 119
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 954

HJC ID : 363



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 12:46:55 »

ขอขอบคุณครับ สำหรับข้อมูล

ขอเสริมนิดนึงนะครับ เผอิญอ่านดูแล้ว เขาไม่ได้บอก

คือ ในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือ โอเวอร์ฮอล์เครื่อง หรือซ่อมใหม่ การเปลี่ยนเบรกใหม่ การเปลี่ยนยางใหม่ ทุกครั้ง ก็ต้องมีการรันอินทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ผมบอกไว้นั่นเหละครับ

ถ้าเปลี่ยนเบรกใหม่ ทุกครั้งในช่วง 300 กม แรกที่เปลี่ยนใหม่ ก็ไม่ควรเบรกอย่างรุนแรง

ยางก็เช่นกัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ ช่วงแรก ไม่ควรขับด้วยความเร็วสูงหรือ ออกตัวล้อฟรี หรือบรรทุกหนัก

สำหรับราคาอุปกรณ์ตกแต่ง เห็นราคาแล้ว ไม่รู้จะใส่อะไรดี แพงจัง

แต่ ราคาล้อแม็ก ขอบ 15 กับ 16 ต่างกัน 100 บาท อันนี้ งง มาก ๆ

คิ้วบันได LED ชอบนะ แต่เห็นผลิตในจีน ไม่รู้หลอดจะติดได้สักกี่วัน

ยางกันโคลนคู่ละ 1,100 อืม แพงใช่เล่น ถ้าใส่ 4 อัน ก็ 2,200 ยังไม่รวม VAT แปลกนะ รถสมัยนี้ ไม่ค่อยใส่ยางกันโคลนมาให้ เสียดายอะ เวลาโดนหินกระเด็นใส่ ตามประตู หรือ ชายล่างจะเป็นรอยกระเทาะของสีเป็นจุด ๆ ที่สำคัญ รถมันจะเลอะง่ายด้วย เวลาลุยน้ำ
บันทึกการเข้า

julius
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 492

HJC ID : 15399


ฮ่ะ ฮ่ะ~


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 13:10:46 »

ปุกหมุดเลยครับ จะได้ไม่ตก :D :D
บันทึกการเข้า


sanomangolf
Gold Label
*****

ระดับแอลกอฮอล์ 47
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1140

HJC ID : 14692


อ้ายกอล์ฟ สระบุรี

sanoman_it@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 16:11:30 »

ปุกหมุดเลยครับ จะได้ไม่ตก :D :D

ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เห็นด้วยครับ
บันทึกการเข้า

สิ่งที่มนุษย์เรา....สอนกันไม่ได้..คือ..จิตใต้สำนึก

สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 16:29:53 »


จับผิดอย่างไรว่า เป็นซีนอนแท้หรือไม่
             

                 แสงจากหลอด Halogen                                                          แสงจากหลอด Zenon แท้
 
 ไฟซีนอน ถูกนำมาใช้ในรถอย่างจริงจังเมื่อประมาณหลายปีมาแล้ว เริ่มต้นจากรุ่นราคาแพงหลายหมื่นบาท ก็เริ่มขยับถูกนำมาในรถราคาถูกลง แม้กระทั้งรถปิกอัพบางยี่ห้อก็มีใช้ แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย
ถือว่ามีใช้ในรถบางรุ่นเท่านั้น ถ้าไม่นับรถปิกอัพก็จะมีแต่รถคันละล้านกว่าบาทขึ้นไปที่มีใช้ไฟซีนอน จึงเหมือนเป็นระบบไฟพิเศษราคาแพง ยากที่จะได้ใช้ แต่ก่อนถ้าจะติดตั้งเพิ่มเติมก็ชุดละเป็นหลายหมื่นบาท หลายคนจึงรู้จักไฟซีีนอนเพียงผิวเผิน รู้แต่ว่ามีใช้ในรถราคาแพงและสว่างดี ส่วนการทำงานจริงเป็นอย่างไร หรือติดตั้งเพิ่มได้ไหม จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

       เปรียบเทียบการทำงานแบบง่ายๆ ของหลอดฮาโลเจน ก็คือ หลอดไฟแบบมีไส้ จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไป ทำให้ไส้ร้อนเปล่งแสงผ่านก๊าซที่ชื่อ ฮาโลเจนที่บรรจอยูุ่ในหลอดรอบตัวไส้
ถ้าหลอดแตกจนก๊าซรั่วหรือไส้ขาดก็เสีย รับไฟ 12 โวลต์ตรงๆ จากระบบปกติของรถ การเปิดให้สว่างก็แค่จ่ายกระแสไฟเข้าไฟแสงจะสว่างขึ้นอย่างฉับไว
แบบเดียวกับที่กะพริบไฟสูง หากยังงงให้นึกถึงหลอดไฟที่ใช้ในบ้าน เป็นหลอดกลมๆ ทรงคล้ายน้ำเต้า มีไส้ต่อไฟโดยตรงนั่นเอง แสงของไฟมักจะสว่างแบบอมเหลืองดูโปร่งๆ

ส่วนหลอดไฟซีนอน ภายในบรรจุก๊าซชื่อ ซีนอน ไม่มีไส้โดยตรงแบบฮาโลเจน ทำงานคล้ายกับหลอดไฟนีออนที่ใช้ในบ้าน ต้องมีตัวแปลงและควบคุมกระแสไฟ เรียกว่า บัลลาร์ด เป็นกล่องคั่นระหว่างสายไฟปกติ ก่อนต่อเข้าตัวหลอด แสงจะออกมานวลๆ
การเปิดให้หลอดซีนอนสว่าง ตัวบัลลาร์ดจะสร้างกระแสไฟฟ้าระดับ 20,000 กว่าโวลต์ ส่งเข้าไปยังตัวหลอดเพื่อจุดในครั้งแรก และในอีกประมาณ 1-2 วินาที ก็จะลดกระแสไฟฟ้าลงเหลือ 12 โวล์ต (หรือไม่กี่สิบโวลต์) ต่อเนื่องไป

สรุปง่ายๆ ว่า ระบบไฟซีนอน มีกระแสไฟเป็นหมื่นโวลต์ถูกสร้างขึ้นด้วยกล่องบัลลาร์ดในช่วงสั้นๆ เพื่อจุดหลอดให้สว่างเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะลดไฟลงมาเหลือไม่กี่สิบโวล์ตคงความสว่างไว้ตัวหลอดซีนอน จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที กว่าจะสว่างเต็มที่หลังจากจุดครั้งแรก จึงทำให้ถูกใช้แต่หลอดไฟต่ำ แต่ไม่ใช้กับไฟสูง เพราะสว่างไม่ทัน ถ้ามีการกะพริบไฟหรือเปิดไฟสูงในทันที ไฟซีนอนที่มีทั้งไฟต่ำและสูง จึงไม่ใช่เป็นการแยก 2 หลอดจุดหลอดใหม่ แต่ใช้หลอดเดียวต่อข้าง สว่างตลอด และใช้การเลื่อนตัวหลอดหรือตัวบัง ให้เปลี่ยนเป็นไฟต่ำหรือสูงได้ในหลอดที่สว่างตลอดอยู่หลอดเดียว


เมื่อไรที่เห็นหลอดไฟหรือชุดไฟที่อ้างว่าเป็นซีนอนหรือเปล่า ดูโดยใช้หลักการง่ายๆ คือ
1. ตัวหลอดเป็นทรงที่คุ้นเคยหรือเปล่า มีไส้ให้เห็นชัดเจนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เป็นหลอดฮาโลเจน ถ้าเป็นซีนอนจะซับซ้อนกว่าและมีช่วงหนึ่งเป็นตัวหลอดบรรจุก๊าซโล่งๆ

2. ซีนอนต้องมีกล่องบัลลาร์ดแปลงไฟ ขนาดประมาณเท่าฝ่ามือหนาครึ่ง-1 นิ้ว
ถ้าต่อหลอดเข้ากับไฟ 12 โวลต์โดยตรง แสดงว่าเป็นฮาโลเจน
โดยรวมแล้วสังเกตุที่ระบบได้ว่ามีกล่องบัลลาร์ดหรือเปล่า ถ้าหลอดต่อไฟตรงล่ะก็ไม่ใช่ซีนอนแน่ๆ

หลายคนคิดว่า ซีนอนจะต้องแยงสายตาคนเสมอ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักระบบไฟซีนอน คิดแต่ว่าเมื่อไรเป็นซีนอนแล้วแสงต้องแรงแยงสายตาแน่ๆเพราะเคยเจอมากับตัวเองบนถนน
ส่วนการแยงสายตา ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวหลอด เพราะตัวหลอดก็มีใช้มีขายหลายค่าความสว่าง
ไม่ใช่หลอดติดตั้งอยู่ลอยๆ แสงจะพุ่งออกมาได้ ต้องอาศัยจานสะท้อน ถ้าออกแบบจานสะท้อนมาดี มีการควบคุมการกระจายของแสงได้ดี ตัดขอบแสงไม่ให้กระจาย และมีการปรับตั้งมุมกดดี
ถึงตัวหลอดจะมีแสงแรง แต่ก็จะไม่แยงสายตา           

หลอด Halogen แสงขาว
 


HID ZENON HB4 8000 K (ซีนอนแท้)




บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 16:38:21 »

สีถูกโฉลก     http://www.mahamodo.com/tamnai/color_car.asp
บันทึกการเข้า


จร์อจ
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 165

HJC ID : 16867


ไม่มีใครมีความสุข หากยังไม่รู้จักคำว่า "พอ"

jaded_sss@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 16:40:12 »

แวะมาดูข้อมูลหน่อยครับ  แต่คงอีกนานเลยจะได้รถใหม่  รถเก่ายังเป็นหนี้อยู่เล้ย  ฮ่าๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า

www.siammacintosh.com
รับซ่อมเครื่องแมคอินทอชทุกรุ่น  ทุกอาการ  ปรึกษากันก่อนได้ 085 9932554  เอส

แสงโสมจงเจริญ
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 87

HJC ID : 15921


หมูดำ สู้ สู้


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 18:03:02 »

ขอบคุณสำหรับความรู้คะ  แน่นมั่ก ๆ สมองจะระเบิดแระ  ช่วงนี้ยิ่งฝันว่าได้ขับรถแระ 

ไม่ค่อยจะเห่อเรย อิอิ 
บันทึกการเข้า


merchant000
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 450

HJC ID : 16288


merchant000

merchant.park@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 22:11:58 »

เข้ามาแล้วไม่เสียเทียว ได้ข้อมูลดีๆเพียบเลย
ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลดีๆ
บันทึกการเข้า

Jazz-In-The-Future
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49

HJC ID : 13047



ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 22:28:21 »

มาเก็บเกี่ยวความรู้ค่า..... :)
บันทึกการเข้า

We Are Jazz.....

Ronaldo
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127

HJC ID : 16646


แมนๆยู จงเจริญ

arm.manu@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 23:08:58 »

ตื้นเต้นอ่ะ รถใกล้มาแล้ว กระแส เริ่มแรง
บันทึกการเข้า

ตอนเด็กเราพูดไม่รู้เรื่องแต่เรารู้เรื่อง
พอโตมาเรารู้เรื่องแต่เราพูดไม่รู้เรื่อง

ZeNsHiN
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1

HJC ID : 16357


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 25 เมษายน 2008 - 23:30:00 »

เข้ามาปาดครับ ขอบคุณมากๆ  ;D
บันทึกการเข้า

Chin Bee
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 77

HJC ID : 16908


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 06:30:30 »

ขอบคุงมากค่า ได้ไปประโยชน์เหลือหลาย
บันทึกการเข้า

leo_1
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 231

HJC ID : 16958


s_chainan@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 10:37:43 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ หากมีเพิ่มก็ขอ เรื่องของกันขโมยด้วยครับ การดูแลรักษา ไหน ๆ ก็ไหน แล้วอ่ะ  ;D
บันทึกการเข้า

สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 16:23:48 »

ขอมาก็จัดไปครับ

   ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดริ้วรอยบนสีรถ

1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะเพื่อที่จะได้ไม่ทำลายสีรถ และล้างออกง่าย หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้ง (wax) เพราะอาจทำให้ผิวสีเหนียวเหนอะ ฝุ่นเกาะง่าย
2. ผสมน้ำยาล้างรถกับน้ำลงในถังน้ำ (ตามคำแนะนำข้างขวด) ถ้าเป็นแชมพูของคาร์แลค 68 ใช้เพียง 1-2 ฝา ผสมน้ำครึ่งถัง (3 ลิตร)
3. ฉีดสเปรย์น้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด โดยเริ่มจากด้านบน ลงด้านล่าง
4. ใช้ผ้านุ่มที่สะอาดล้างจากด้านบนสุด ไปส่วนต่างๆ ด้านข้าง ขอแนะนำให้ใช้ผ้า 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่) ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน (หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด) ผ้าผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด ไม่ควรใช้ผ้าสำหรับทำความสะอาดผิวรถปะปนกับผ้าสำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมากๆ
5. หมั่นซักและขยี้ผ้าที่ใช้ล้างรถบ่อยๆ และควรเปลี่ยนน้ำในถังบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรก และเม็ดทรายจะปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้สีรถอาจเป็นริ้วรอยได้
6. เมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ และไม่มีฝุ่นเกาะขณะเช็ดแห้ง


ข้อควรระวังในการล้างรถ

1. ไม่ควรล้างรถกลางแดด เพราะจะทำให้น้ำแห้งเร็ว เช็ดไม่ทัน และทำให้เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ
2. ไม่ควรใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะเม็ดทรายจะติดอยู่ในรูพรุนของฟองน้ำ เมื่อถูไปกับผิวสีรถ จะทำให้เกิดเป็นรอยขีดข่วน ควรใช้ผ้านุ่มล้างรถแทน
3. ห้ามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างรถ เพราะจะเป็นการทำลายสภาพสี โดยรอยขนแมวจะเกิดขึ้นจากผงฝุ่นต่างๆ ที่ติดบนผ้า ยิ่งเช็ดรถมากครั้งขึ้นการเกิดรอยก็ย่อมมากขึ้นตามปริมาณการเช็ด ควรล้างรถอย่างเดียว
4. ไม่ควรใช้ไม้ขนไก่ หรือแปรงปัดฝุ่นทุกชนิด ปัดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดรถ เพราะขณะที่ปัดฝุ่น ไม้ปัดฝุ่นจะลากถูขี้ฝุ่น เม็ดทราย ไปตามสีผิวรถ ทำให้เกิดริ้วรอย เหมือนกระดาษทรายเช็ดรถแหละครับ

   การเช็ดรถที่ถูกวิธี

1.ควรใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์ ในการเช็ดรถ เนื่องจากผ้าเหล่านี้ จะไม่ทำให้รถเป็นรอย
แต่ถ้าผ้าชามัวร์แท้ ควรจะระวัง เวลาที่ผ้าชามัวร์แห้งสนิท จะแข็งตัว และเมื่อจะทำมาเช็ดรถ อาจทำให้รถเป็นรอยได้
2.ควรเช็ดจากด้านบนก่อน เพื่อไล่น้ำลงมาด้านล่างของรถ

จุดที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงในการเช็ดรถ ควรเช็ดให้แห้งที่สุด
1. ด้านในขอบประตูทั้งหมด
2. ด้านในกระโปรงหลัง
3. ด้านในฝาถังน้ำมัน
4. ล้อแม็กซ์

เครดิตนี่เน้อ http://www.pantown.com/board.php?id=2497&area=&name=board1&topic=6&action=view
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 16:27:32 »

การกำจัดเอาคราบยางมะตอยออก


สิ่งแรก อยากแนะนำให้ล้างรถทั้งคันเพื่อเอาสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองที่จับอยู่บนตัวถังออกให้เรียบร้อยก่อน

หลังจากนั้นให้หาน้ำยาขัดเคลือบสีรถที่ไม่มีส่วนผสมของผงขัดคราบไคลรถ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วน้ำยาจะไม่เพียงแต่เอายางมะตอยออก
แต่จะขัดเอาสีรถติดออกมาด้วย หรือถ้าไม่ใช้น้ำยาขัดเคลือบสีรถก็อาจใช้น้ำมันก๊าดเพียวๆ ก็ได้ครับ

การเช็ดยางมะตอยออกต้องทำอย่างนุ่มนวล และค่อยเป็นค่อยไป การออกแรงขัด หรือรีบร้อน อาจทำให้ผิวหน้าของสีรถเราเกิดการบอบช้ำ
เสียหายได้ ให้ค่อยๆ เช็ดไปมาตามแนวยาวของรถจนกระทั่งคราบจางลง ผ้าที่ใช้เช็ดคราบยางมะตอย ขอแนะนำให้ใช้ผ้าหนาๆ นุ่มๆ เพราะจะทำให้สีรถไม่เป็นรอย

เมื่อคราบยางมะตอยถูกเช็ดออกจนหมดแล้ว จึงค่อยล้างในส่วนที่เปื้อนอีกทีด้วยน้ำยาล้างรถและฉีดน้ำตาม

เพียงเท่านี้คราบยางที่เปื้อนอยู่ก็หายไปแล้วครับ

การเคลือบสี
การเคลือบสี เปรียบเสมือนการสร้างแผ่นฟิลม์ขึ้นมาป้องกันชั้นแลคเกอร์+ชั้นสีของรถ ซึ่งมีส่วนทำให้รถมีความเงางามมากขึ้น

ดังนั้น การเคลือบสีจึงมีส่วนช่วยในการปกป้องสีรถ ไม่ให้หมอง เก่า ด้าน สีแตกก่อนเวลาอันควร
อีกทั้งยังช่วยป้องกันรอยขีดข่วน รอยขนแมว และความร้อนจากห้องเครื่องและแสงแดด ที่สามารถทำลายสีรถ ตลอดจน ปกป้องคราบสกปรกต่างๆ ที่เกิดจากมูลนก ยางไม้ น้ำค้าง ยางมะตอยได้ครับ

ถ้าเราเคลือบสีบ่อยๆ ก็เหมือนมีชั้นฟิล์มที่หนาขึ้นครับ ซึ่งสามารถป้องกันสีรถได้ดีขึ้น และมีความเงางามมากขึ้นด้วยครับ

ผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ในท้องตลาดมีมากมาย
แต่ที่สำคัญน้ำยาเคลือบสีนั้นๆ ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำมัน
เพราะน้ำมันเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงเร่งการเผาไหม้ของสีให้เร็วยิ่งขึ้น

อย่างพวกที่เป็นขี้ผึ้ง (Wax) หรือคานูบา แบบนี้ อายุการใช้งานสั้นครับ เพราะน้ำยาประเภทนี้จะไม่ทนต่อความร้อน (จะเน้นในเรื่องของความเงางามให้กับสี มากกว่าการป้องกัน)
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 16:49:56 »

เรื่องการเลือกกันขโมยนี่ผมไม่มีข้อมูลครับแต่จากที่ค้นหามาไม่มีกันขโมยระบบใดป้องกันการขโมยได้ 100% มีแต่ถ่วงเวลาให้ใช้
เวลามากขึ้นอีกสักหน่อยเท่านั้นกับอีกแบบนึงคือทำให้เราหารถเจอเร็วขึ้นหลังจากขโมยนะครับ ไอเดียป้องกันรถหายผมได้เคยโพสไว้แล้วเรื่องการ
ตัดสายเช็คเบรคของ ECU แล้วทำสวิทซ์ลับขึ้นมานั่นก็เป็นวิธีนึง บางคนก็ใช้วิธีซื้อโทรศัพท์มือถือมาใส่ไว้ถาวรในรถทำให้หาตำแหน่งของรถโดยอ้างจากสัญญาณมือถือได้
แต่เหนือสิ่งอื่นใดการไม่จอดรถในที่เสี่ยงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เอาเป็นว่าผมเอาบทความมาให้อ่านให้สบายใจขึ้นนิดนึงแล้วกันนะครับ


ระบบกุญแจImmobilizer

ระบบ immo เป็นระบบป้องกันการขโมยชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ากุญแจที่ใช้สตาร์ทไม่ใช้กุญแจดอกของมันซึ่งถูกโปรแกรมมาละก็ รถจะไม่สามารถสตาร์ทติดโดยเด็ดขาด ถึงจะไปปั้มลูกกุญแจมาเหมือนขนาดไหนก็ตาม หรือว่าจะต่อสายตรง เครื่องก็คงไม่ติดอยู่ดี แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ไม่มีระบบไหนหลอกที่สามารถป้องกันการขโมยได้ 100% เพียงแต่ว่ามันสามารถถ่วงเวลา*คุณ*พวกขโมยได้นานแค่ไหน

- ระบบ immo นั้นจะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ตัวคือ
1. ECM ซึ่งทุกคนก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไรและทำหน้าที่อะไร
2. Immobilizer module ถ้าเป็น colo และ อีสุ ปี06 module จะอยู่ข้างใน ip แต่ถ้าเป็นปี07 จะอยู่ที่คอพวงมาลัย
3. กุญแจ เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญ กุญแจที่มีระบบ immobilizer นั้นจะฝั่งไมโครชิพไว้ของในลูกกุญแจ ทำให้ลูกกุญแจมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ไมโครชิพจะส่งสัญญานสนามแม่เหล็กให้กับ Immo โดยผ่าน coil เป็นตัวถอดรหัสให้ immo อีกทีหนึ่ง coil จะอยู่ที่คอพวงมาลัย ตำแหน่งเดียวกับลูกกุญแจ

หลักการทำงาน
ในขณะที่เราใส่กุญแจเข้าไปนั้นทุกอย่างจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกว่าจะมีการบิดสวิตช์ไปที่ตำเเหน่ง "ON" หรือ "ACC" และหลักจากนั้น immo จะเริ่มถามกุญแจว่า "เอ้ย...แกนะมีรหัสว่าอะไรวะ" ถ้ากุญแจไม่ตอบอะไรมาเลย หรือว่าตอบมาแต่ว่าไม่ immo ไม่รู้จัก, immo ก็จะไม่ให้ ECM ทำการ start เครื่องโดยเด็ดขาด
(กุญแจจะตอบกลับมาเป็นเลขฐาน16 จำนวน xx ไบต์)

ในกรณีที่กุญแจตอบกลับมาแล้ว immo รู้จักกุญแจลูกนั้น, immo ก็จะส่งคำถามอีกชุดหนึ่งเพื่อให้กุญแจเอาไปคิดแล้วค่อยตอบกลับมา โดยคำถามที่ส่งไปจะเป็นตัวเลขที่เกิดจากการ random ของ immo จำนวน XX ไบต์ บวกกับ รหัสลับซึ่งจะมีเพี่งกุญแจและ immo เท่านั้นที่รู้

เมื่อกุญแจคำนวนเสร็จก็ส่งผลลัพท์ให้ immo, ถ้าผลลัพท์ไม่ถูกต้อง immo ก็จะไม่ส่งสัญญาณให้ ECM ทำการสตาร์ทเช่นเดิม ถ้าถูกต้องก็สั่งให้สตาร์ทได้

ก็ประมาณนี้เหละครับ จะข้ามไปบางสเตปและจะไม่อธิบายลึกครับเดี๋ยวจะกลายเป็นชี้โพรง ผมแค่บอกหลักการทำงานคร่าวๆ เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่ากว่าจะขโมยได้ก็ต้องใช้เวลาและมีความรู้พอควร


บันทึกการเข้า


leo_1
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 231

HJC ID : 16958


s_chainan@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 26 เมษายน 2008 - 21:36:00 »

A ri ka to Ko sai mus

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า

นักแข่งสายพันธ์เทพ
แฟนพันธุ์แท้
*

ระดับแอลกอฮอล์ 132
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2503

HJC ID : 10067


!! แฟนพันธ์แท้ !!


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 27 เมษายน 2008 - 10:53:22 »

ขอบคุณมากครับพี่
บันทึกการเข้า

ร่ำไรสุราพึงเมามาย  ลูกผู้ชายพึงสร้างชื่อ  คำพูดหลังเมามาย  คือความหมายของหัวใจ   จะฝันไกลแค่ไหนก็อย่าลืมก้าวไป

jazz_tech=>GBiT SeaSoN IV ...
แฟนพันธุ์แท้
*

ระดับแอลกอฮอล์ 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4721

HJC ID : 14789


J's Racing 2012.....


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 28 เมษายน 2008 - 15:55:12 »

oho full of information thank you mak mak khrub  :) :) :)
บันทึกการเข้า


GBiT Thailand
แฟนพันธุ์แท้
*

ระดับแอลกอฮอล์ 291
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3080

HJC ID : 12045


. เดี๋ยว..!! " รู้จัก "


ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 12:51:17 »

สุดยอด + ปาย ครับพี่น้อง ขอบคุณนะครับ ;D
บันทึกการเข้า


XoEทะLล
Gold Label
*****

ระดับแอลกอฮอล์ 89
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1422

HJC ID : 9046


หน้า เหมือน มะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 13:43:05 »

น่าจะมี แบบ ประเมิน Sale มั่งน่ะครับ
บันทึกการเข้า

Rita
Green Label
****

ระดับแอลกอฮอล์ 97
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 905

HJC ID : 7739


rita301@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #32 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 16:39:04 »




             ขอบคุณมากค๊า    ;) ;)
บันทึกการเข้า

TUNG
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 35

HJC ID : 12287


ดีครับทุกคน

9511 nong_manage@hotmail.com tung
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 18:13:07 »

สุดยอดๆๆ...ทั้งนั้นเลยนะเนีย ??? ??? ???
บันทึกการเข้า

:-}

๛TidNooK๛
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 143

HJC ID : 15891


>>CR-CLUB<<

rpm_club@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 21:38:24 »

 ;D -ขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อมูลจร้า  ;D
บันทึกการเข้า


จำหน่ายยางลายกระดุม,พรมไวนิวเข้ารูป100% มีทุกรุ่น งานคุณภาพส่งออก มีหลายเกรด เริ่มต้นที่ 1,xxx-5,xxx บาท ส่งทั่วฟรีทัวประเทศ  Tel : 081-499-8100
http://chocolate-chipza.hi5.com

"De MuSiCoMaNe"
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34

HJC ID : 6906



ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: 30 เมษายน 2008 - 22:07:10 »

รวมมางี้ ดีมากเลยครับ :o
ผมไม่ค่อยมีความรู้  ก็ดูดอย่างเดียว แฮะๆ ;D
บันทึกการเข้า

Smegal
Green Label
****

ระดับแอลกอฮอล์ 114
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 987

HJC ID : 15987



ดูรายละเอียด
« ตอบ #36 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2008 - 09:03:31 »

ขอบคุณครับ
อ่านแล้วรู้สึกมีรอยหยักในสมองเพิ่มขึ้น
บันทึกการเข้า

คุณชายเทวดา Spoon_Tai
Blue Label
******

ระดับแอลกอฮอล์ 104
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1539

HJC ID : 17109


Mr.Tai "คนโง่เอาจิตไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาสติไว้ที่ใจ"


ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: 02 พฤษภาคม 2008 - 18:35:50 »

เต็มไปด้วยความรู้พื้นฐานง่ายๆ ที่ควรรู้อย่างมาก
ขอบคุณคับ
:D
บันทึกการเข้า



สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #38 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 11:50:01 »

การขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน

ปกติ เกียร์ออโต้จะเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าเกียร์ธรรมดาอยู่เล็กน้อยครับ เป็นเพราะว่า ระบบการส่งกำลังมันไม่เหมือนกันนั่นเอง
- เกียร์ธรรมดา มีส่วนที่สัมผัสกันโดยตรงคือ แผ่นคลัช ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสูญเสียกำลังน้อยกว่า
- เกียร์ออโต้ฯ ส่งผ่านกำลังแตกต่างสักหน่อย โดยจะผ่าน ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายๆ ใบพัดสอบใบหันหน้าเข้าหากัน แล้วมีน้ำมันเกียร์คอยเป็นตัวช่วยปั่นส่งต่อกำลังถึงกันครับ ซึ่ง แบบนี้จะสูญเสียกำลังได้มากกว่าคลัชธรรมดาครับ


ดังนั้น จะเห็นว่า ระบบน้ำมันเกียร์ในเกียร์ออโต้ สำคัญมากๆนะครับ และควรจะใช้ตามเบอร์ที่ทางผู้ผลิตเค้า recommend ว่าให้ใช้เบอร์ไหน อย่าละเลยนะครับเรื่องนี้


โดยปกติ เกียร์ออโต้ เมื่อถึงรอบที่เหมาะสม ระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์ให้เองครับ
แต่โดยตามปกติโดยทั่วไป จุดที่จะประหยัดน้ำมันก็คือ จุดที่เราใช้เกียร์ตำแหน่งสูงสุด ในความเร็วและรอบต่ำที่สุดที่มีกำลังฉุดลากได้ตามปกติ ไม่ต้องกดคันเร่งลึกมากครับ

โดยปกติจะเปลี่ยนเกียร์ที่ 2600 - 2800 รอบนะครับ ถ้าเหยียบแบบแช่เอาไว้นะครับ
แต่ว่า ถ้าต้องการให้เกียร์เปลี่ยนเร็วขึ้น และไม่ทำให้ลากรอบมากเกินไป ทำง่ายๆครับ คือ กดไป ยกไป ฟังดูอาจจะงงสำหรับมือใหม่เกียร์ออโต้นะครับ
ปกติ ถ้าเราไม่ยกเท้า เอาไว้ตำแหน่งเดิมนั้น เกียร์จะเป็นตัวตัดสินใจเองว่า จะเปลี่ยนที่รอบที่ระบบมันทำการเซ็ทเอาไว้ให้เอง ซึ่ง บางทีอาจได้รอบที่สูงกว่าปกตินะครับ
แต่ว่า ถ้าเรายกคันเร่งขึ้นสักนิด เมื่อถึงรอบรอบหนึ่ง เช่น 2300 รอบ ค่อยๆกดเร่งรอบไปเรื่อย จนได้ความเร็วที่เหมาะสม แล้วเรายกเท้าขึ้นเพียงเล็กน้อย แบบนี้ เกียร์จะทำการ shift ขึ้นให้เอง เหมือนกับว่า เราไปสั่งมันอีกทีว่า รอบเท่านี้ เราพอแล้วนะ แล้วรอบขนาดนี้ก็เพียงพอต่อการส่งกำลังต่อไปเกียร์ถัดไปได้ระดับหนึ่ง


หมายถึง เราจะประหยัดไปได้ 300 - 500 รอบตอ่การเปลี่ยนเกียร์ 1 ครั้ง
ฟังดูอาจจะงงอีกแล้วครับ ผมสมมติง่ายๆ คนถือของหนัก 5 กิโล กับคนถือของหนัก 7 กิโล พลังงานที่ใช้ในการถือของหนัก 7 กิโล ย่อมมากกว่าครับ ก็หมายความว่า จะเปลืองน้ำมันมากกว่า ประมาณนี้เป็นต้น


ซึ่ง น้ำมันที่ใช้ไป ก็จะลดลงน้อยกว่า ระยะทางที่ได้ก็จะมากกว่าครับ วิธีนี้ ผมใช้กับรถเกียร์ออโต้ของผมแล้วใช้ได้ผลจริงครับ

ส่วนการที่มีเกียร์แบบ 2 ระบบแบบนี้ ยิ่งตอนใช้เมื่อเปลี่ยนโหมดเป็น M ผมว่า ยิ่งควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เองที่สะดวกและกะประมาณรอบเครื่องยนต์เองได้นะครับ
ทดสอบเองได้เลยครับ

ส่วนวิธีที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกทางคือ
- เลี่ยงการจอดรถไว้ที่ลาดชันมากๆ เพราะตอนจะออกตัว ต้องใช้เชื้อเพลิงปริมาณมากกว่าเพื่อสร้างแรงบิทกับรอบที่สูงขึ้นเพื่อฉุดตัวรถให้ไปข้างหน้าได้ เปลืองขึ้นอีกครับ
- เช็คความสะอาดของไส้กรองอากาศ และ แรงดันลมยางให้เหมาะสม ควรจะวัดแรงดันตอนยางเย็นนะครับ แล้วก็ให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกด้วยเช่นกัน ซึ่ง ควรซื้อเกจ์วัดความดันที่เชื่อถือได้ติดไว้ในรถสักอันนะครับ จะได้เอาไว้เช็คได้ตอนเช้าๆ ผมเอง 2 - 3 วันเช็คครั้งนึงครับ ถ้าลมอ่อนลงก็แวะเติมปั๊ม ปตท.ที่เป็นที่เติมแบบออโต้ครับ สะดวกและแม่นยำดี
- กะระยะ คาดการณ์ข้างหน้าไว้ก่อนนะครับ จะได้ไม่ต้องไปเหยียบคันเร่ง อาศัยแรงเฉื่อยของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรคให้มาก จะได้ไม่เปลืองผ้าเบรคด้วยครับ
- ออกตัวนิ่มๆ กดเนียนๆ ค่อยๆไปครับ แต่ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้เหมาะสมกับปริมาณรถนะครับ จังหวะรีบก็จำเป็นต้องกด แต่ถ้าโล่งๆ แล้วไม่ได้เร่งรีบอะไร ก็จะช่วยให้เซฟเงินในกระเป๋าได้เลยครับ

หวังว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ได้นะครับ


การขับรถเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน 2

วิธีนี้ผมทดสอบด้วยตัวเองมาแล้ว ขับทางไกลหรือในเมือง กินน้ำมันไม่แตกต่างกันเลย
หรือต่างกันก็ไม่เกิน5-10% การใช้เข็มบอกรอบเครื่องเป็นตัวกำหนดการใช้น้ำมันได้ เป็นอย่างดี
ที่ความเร็วรอบ 2000 - 2500 จะช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ที่ความเร็วรอบ 1200 - 2000 จะช่วย
ประหยัดน้ำมันได้มากจริงๆ

1.การออกตัวขณะจอดนิ่งเป็นตัวที่ทำให้ใช้น้ำมันมากที ่สุด ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องออกตัวอย่าง
รวดเร็วเพื่อเอาใจคันหลัง พยายามอย่าให้รอบเกิน 2500 ดีที่สุด
2.ต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนเกียร์ของระบบว่าจะเปลี่ยน ที่ความเร็วรอบเท่าไหร่ ส่วนมากจะเปลี่ยนที่
>3000 รอบ แต่ถ้าเราไม่เร่งเครื่องอย่างรุนแรง การเปลี่ยนเกียร์จะอยู่ที่รอบต่ำกว่านี้ได้ แต่ต้องใช้
ระยะทางมากกว่า แต่โดยรวมประหยัดกว่ามาก
3.ควรขับที่ความเร็วที่มีการเปลี่ยนเกียร์ เช่น 20, 40, 60 หรือ 80 เพราะเป็นจุดที่มีความเร็วรอบเครื่อง
ต่ำที่สุด นั่นคือใช้น้ำมันน้อยที่สุด แต่ต้องระวังว่าควรจะให้มีการเปลี่ยนเกียร์ไปแล้ว เพราะก่อนที่จะมีการ
เปลี่ยนเกียร์ ความเร็วรอบจะสูงสุด กินน้ำมันมากที่สุด
4.ควรใช้แรงเฉื่อยของรถให้เป็นประโยชน์ การใช้เกียร์ว่างหรือรู้จักยกเท้าออกจากคันเร่งบ้าง จะช่วยลดการ
ใช้น้ำมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การที่มีสี่แยกสัญญาณไฟอยู่ข้างหน้าเมื่อเห็นแล้วว่า เร่งเครื่องไปก็ไม่มี
ประโยชน์ ก็ควรปลดเป็นเกียร์ว่างให้รถวิ่งไปเองก็ได้ จะสังเกตเห็นได้เลยว่าความเร็วรอบตกไปอยู่ที่
รอบเดินเบาทันที ประหยัดสุดๆเลยครับ
5.การเหยียบเบรคบ่อยๆหรือรุนแรงเป็นตัวบอกว่าคุณใช้น ้ำมันเกินความจำเป็นไปแล้ว สังเกตได้เลย
ปรับเปลี่ยนทัศนคติของการขับเสียใหม่ก็ไม่สายครับ
6.หลีกเลี่ยงการหยุดในที่ลาดเอียง เปลืองทั้งน้ำมันและผ้าเบรค
7.ไม่ควรขับรถชิดคันหน้าเกินไป เพราะทำให้ความเร็วไม่สม่ำเสมอ รอบเครื่องจะขึ้นลงตลอดเวลา ก็ต้อง
ใช้น้ำมันทั้งนั้นแหละครับ
8.รู้จักขับที่เลนซ้ายบ้างก็ดี ไม่ต้องคอยหนีคันหลังจนไม่สามารถควบคุมความเร็วรถได้ ก็ต้องใช้น้ำมันเกิน
ความจำเป็นอีกนั่นแหละ
9.ข้อสุดท้ายการใช้รถอย่างไม่รู้คุณค่าของน้ำมันแสดง ถึงคุณตกสมัยไปมาก เหมือนคนสูบบุหรี่ที่ไม่ใช่ของ
เท่ห์อีกต่อไป
ก็อปมาจากบทความของคุณ โฆษิต คับ
http://topicstock.pantip.com/sinthor.....;/I3581866.html

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤษภาคม 2008 - 12:13:05 โดย bowlnaja » บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #39 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 11:58:52 »

ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น

         เกียร์อัตโนมัติกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมีความสะดวกสบาย ไม่อืดหรือสิ้นเปลืองน้ำมันเหมือนเกียร์อัตโนมัติรุ่นเก่า และมีอายุการใช้งานยาวนาน หากใช้ และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
ตำแหน่งของเกียร์อัตโนมัติและการใช้งาน
         P-PARK - ใช้สำหรับการจอดนิ่ง ควบคุมไม่ให้รถยนต์ไหล ต้องเข้าเกียร์นี้เมื่อหยุดสนิท และเหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือไว้แล้วเท่านั้น เพราะต้องเลื่อนผ่านเกียร์ถอยหลังก่อน หากไม่เหยียบเบรกไว้ รถยนต์อาจกระตุกถอยไปชนอะไรได้
        เมื่อเข้าเกียร์ในตำแหน่งนี้ รถยนต์จะไม่สามารถขยับได้ เพราะมีสลักล็อกในเรือนเกียร์ และต้องระวัง เพราะหากมีอะไรมากระแทกรถยนต์ภายหลังการเข้าเกียร์นี้ จะทำให้สลักล็อกหักได้ ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้วิธีเข้าเกียร์ว่าง และดึงเบรกมือแทน
        หากจอดรถขวางรถยนต์คันอื่น ไม่ควรเข้าเกียร์ P ไว้ เพราะเป็นการเสียมารยาท อาจทำให้ถูกกรีดหรือขูดสีรถยนต์ได้

         R-REVERSE – เกียร์ถอยหลัง ควรเข้าเกียร์เมื่อจอดสนิทเท่านั้น และต้องเหยียบเบรกไว้ทุกครั้ง จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยเท้าจากเบรกมาเหยียบคันเร่ง ไม่ควรเข้าเกียร์ถอยหลังขณะที่รถยนต์ยังไหลไปข้างหน้าเด็ดขาด เพราะเกียร์อาจพังได้

          N-NEUTRAL – เกียร์ว่าง ไม่มีการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ เมื่อจอดแล้วสามารถเข็นได้ เหมาะสำหรับการจอดซ้อนคันหรือจอดในที่สาธารณะ

         D-DRIVE - เกียร์เดินหน้า ต้องเข้าเกียร์นี้เมื่อรถยนต์หยุดสนิทแล้ว และเหยียบเบรกไว้ทุกครั้ง จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยเท้าจากเบรกมาเหยียบคันเร่งเมื่อใช้เกียร์ในตำแหน่งนี้ ระบบควบคุมจะเลือกเปลี่ยนจังหวะเกียร์ขึ้น-ลงตามความเหมาะสม โดยผู้ขับไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง

         นอกจากนั้น ยังอาจมีเกียร์ในตำแหน่งอื่น เช่น 2, L2, 1, L1 ถัดมาจากตำแหน่ง D มีไว้ใช้สำหรับลากรอบสูง ๆ เพื่อความจัดจ้านในอัตราเร่ง ใช้ในการขึ้น-ลงทางลาดชัน หรือการลดเกียร์ต่ำใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก คล้ายกับระบบเกียร์ธรรมดา โดยก่อนเข้าเกียร์ต่ำกว่าตำแหน่ง D ต้องแน่ใจว่าความเร็ว และรอบเครื่องยนต์ไม่เกินขีดสูงสุดของแต่ละเกียร์ คล้ายกับเกียร์ธรรมดา

         การใช้เกียร์อัตโนมัติควรศึกษาความเร็วสูงสุดของแต่ละเกียร์ไว้ด้วย โดยเริ่มจากเกียร์ต่ำสุดซึ่งมักจะเป็นเกียร์   L หรือเกียร์ 1 กดคันเร่งไล่รอบขึ้นไป ดูว่าเกียร์ 1 ทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร จากนั้นผลักคันเกียร์ไล่ขึ้นไปเป็นเกียร์ 2, 3 และ 4 เพื่อให้ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์เองได้ คล้ายกับเกียร์ธรรมดาในบางกรณี โดยไม่เกิดความเสียหาย เพราะรถยนต์แต่ละรุ่นมีความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ไม่เท่ากัน

       2 หรือ L2 หมายถึง มีเกียร์ 1 และ 2 ให้ใช้ โดยระบบจะสลับขึ้นลงให้เอง 1 หรือ L1 หมายถึงมีเกียร์ 1 ให้ใช้เท่านั้น

โอเวอร์ไดร์ฟ
       โอเวอร์ไดร์ฟ คือ เกียร์ที่มีอัตราทดต่ำ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนรอบต่ำลงโดยความเร็วไม่ลดลง และให้ความประหยัดเมื่อใช้ความเร็วคงที่ และต่อเนื่อง
          โอเวอร์ไดร์ฟ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ แยกจากเกียร์ D ออกมาเป็นสวิตซ์เปิด-ปิด (OVERDRIVE ON/OFF) ใกล้กับ    หัวเกียร์ และอีกแบบ คือ รวมอยู่ในตำแหน่ง D เช่น เกียร์อัตโนมัติมีทั้งหมด 4 จังหวะ โอเวอร์ไดร์ฟแบบแยก ถ้าปิดสวิตซ์   โอเวอร์ไดร์ฟจะมีเกียร์ให้ใช้งาน 3 จังหวะ เมื่อเปิดโอเวอร์ไดร์ฟจะมีเกียร์ให้ใช้ครบ 4 จังหวะ หากเป็นโอเวอร์ไดร์ฟแบบรวม ถ้าเข้าเกียร์ D จะมีเกียร์ให้ใช้งานครบ 4 จังหวะ ถ้าไม่อยากใช้โอเวอร์ไดร์ฟ ก็เลื่อนคันเกียร์มาที่ 3

        ก่อนใช้งาน
           ควรศึกษาการล็อกตำแหน่งต่าง ๆ ของแต่ละเกียร์ว่า มีการควบคุมด้วยปุ่มบนหัวเกียร์อย่างไร เช่น การเลื่อนคันเกียร์สลับไปมาระหว่าง N กับ D มักไม่ต้องกดปุ่ม เป็นการออกแบบเพื่อความสะดวก หากกดปุ่ม นอกจากเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจเลื่อนเลยมาทางเกียร์ต่ำกว่าได้ หรือในการปลดเป็นเกียร์ว่าง อาจผลักเลยไปยังเกียร์ถอยหลังได้
             รถยนต์บางรุ่น สามารถดึงคันเกียร์ลงมาสุดที่ตำแหน่ง D2 หรือ 2 โดยไม่ต้องกดปุ่ม ถ้าผลักไปข้างหน้าจะสุดที่ N ดังนั้นไม่ควรกดปุ่ม เพราะถ้าผลักดันเกียร์เลยขึ้นไปก็จะสุดที่เกียร์ว่างเท่านั้น ไม่มีทางเลยไปถึงเกียร์ถอยหลังได้

ก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์
        ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หรือ N เท่านั้น ถ้าอยู่ในตำแหน่งอื่นจะสตาร์ตเครื่องยนต์ไม่ติด

การเข้าเกียร์ P แล้วสตาร์ตเครื่องยนต์ สามารถทำได้ แต่ถ้าต้องการเดินหน้าก็ต้องเลื่อนคันเกียร์ไปที่ D ซึ่งต้องผ่านเกียร์ R ก่อน ดังนั้น ก่อนสตาร์ต ควรเลื่อนคันเกียร์ไปที่ N ดึงเบรกมือให้สุด แล้วจึงสตาร์ตเครื่องยนต์ จากนั้นจึงเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลังตามปกติ

การออกตัว
       เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ติดแล้ว ควรรอประมาณ 1-2 นาที เพื่อให้น้ำมันเกียร์ไหลเวียนเต็มที่ จากนั้นให้เหยียบเบรกจนสุด เลื่อนคันเกียร์ไปที่ D แล้วรอประมาณ 1-2 วินาที เพื่อให้คลัตช์จับตัวเต็มที่ จากนั้นจึงปล่อยเบรก และเหยียบคันเร่ง

         การใช้งาน
        เมื่อเข้าเกียร์ D ในการใช้งาน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์เอง ในการเปลี่ยนมาสู่เกียร์ขับเคลื่อนทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ควรให้รถยนต์จอดสนิท และเหยียบเบรกควบคู่กัน เพื่ออายุการใช้งานของเกียร์
        การขับแบบเคลื่อนที่ตามกันไปช้า ๆ อาจดึงคันเกียร์ลงมาที่ 2 หรือ 1 เพื่อให้เกียร์หน่วงความเร็วของรถยนต์ ทำให้ไม่ต้องแตะเบรกบ่อย ๆ ลดความเมื่อยล้า และป้องกันไฟเบรกไปสร้างความรำคาญให้ผู้ขับด้านหลัง

การเร่งแซง
        มี 2 วิธี คือ กดคันเร่งจนสุด – KICK DOWN เกียร์จะเปลี่ยนลงให้ 1-2 จังหวะ ขึ้นอยู่กับความเร็วขณะนั้น และน้ำหนักในการกดคันเร่ง อีกวิธีเมื่อความเร็วไต่ไปถึงเกียร์สูงสุด คือ ปิดสวิตซ์โอเวอร์ไดร์ฟ เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 เป็นเกียร์ 3

การขั้น-ลงทางลาดชัน
        ทางขึ้น ให้กดคันเร่ง-KICK DOWN ก่อนว่าไปไหวหรือไม่ หากกำลังไม่พอให้ลดเกียร์ลงมา 1 จังหวะ แล้วค่อยกดคันเร่ง  หนัก ๆ ไม่จำเป็นต้องลดลงมาเกียร์ต่ำที่สุดในทันที เพราะยังขึ้นอยู่กับความลาดชัน
ทางลง ควรเบรกให้หยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำสุดแล้วค่อยออกตัว หากขับแล้วช้าเกินไปหรือทางไม่ชันมาก ค่อยเลื่อนขึ้นสู่เกียร์สูงครั้งละ 1 จังหวะ
         การเข้าเกียร์ D แล้วปล่อยไหล เกียร์จะเลือกเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์สูงเอง ความเร็วจะเพิ่มขึ้น เบรกทำงานหนัก จึงไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง

การถอยหลัง
        ควรเหยียบแป้นเบรกก่อนเลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง R รอจนคลัตช์จับตัวให้สนิท ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที แล้วจึงค่อยปล่อยเบรกพร้อมกับแตะคันเร่งเบา ๆ เพื่อถอยหลัง

การเบรกและจอด
       ในการเบรก อย่าปลดไปที่เกียร์ว่าง - N ในขณะที่รถยนต์ยังไม่หยุดสนิท เพราะจะทำให้เกิดแรงเฉื่อยของตัวรถยนต์มากขึ้น เบรกทำงานหนัก และระยะเบรกอาจยาวขึ้น รวมถึงอาจเกิดความเสียหายกับชุดเกียร์
        เมื่อจอดติดไฟแดงควรประเมินสถานการณ์ก่อน ถ้าติดไม่นานให้เหยียบเบรกค้างไว้ ขณะที่เกียร์ยังอยู่ในตำแหน่ง D ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ เพราะการตัดต่อการส่งกำลังของระบบเกียร์อัตโนมัติ สามารถหมุนฟรีได้ โดยไม่มีการสึกหรอ และการเปลี่ยนเกียร์สลับไปมาระหว่าง N และ D บ่อยเกินไป จะทำให้ชุดเกียร์มีความสึกหรอมากขึ้น
       ถ้ากังวลว่าไฟเบรกจะสร้างความรำคาญให้ผู้ขับคันหลัง โดยเฉพาะเวลากลางคืน  อาจใช้วิธีดังเบรกมือแทนการเหยียบเบรก โดยเกียร์ยังอยู่ที่ตำแหน่ง D เหมือนเดิม
        หากติดนานเกิน 5-10 นาที อาจปลดเป็นเกียร์ว่าง เพราะการจอดโดยเหยียบเบรกค้างไว้ และเกียร์อยู่ในจังหวะขับเคลื่อนเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เครื่องยนต์มีภาระ และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขึ้นเล็กน้อย
        ไม่ควรเข้าเกียร์ P เพราะต้องเลื่อนคันเกียร์ผ่านเกียร์ถอยหลัง จนเกิดความสับสนต่อผู้ขับรถยนต์   และหากถูกชน สลักเกียร์อาจหักได้ แม้ค่าซ่อมไม่แพง แต่ยุ่งยาก เพราะต้องรื้อเกียร์เพื่อเปลี่ยนสลัก เมื่อจะต้องออกตัวครั้งต่อไปก็ต้องเลื่อนคันเกียร์จาก P ผ่าน R และ N มายัง D ทำให้ขาดความฉับไวในการออกตัว

การโยกรถยนต์เมื่อตกหล่ม
         ควรเหยียบเบรก พร้อมดันคันเกียร์มาที่จังหวะต่ำสุดของเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งบางรุ่นแตกต่างกัน อาจจะเป็นเกียร์ L1 (เกียร์1) หรือเกียร์ L2 ที่รวมจังหวะ 1-2 ไว้ด้วยกัน
         ขณะโยกรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ตกหล่มสามารถขึ้นมาได้ ต้องมั่นใจว่าทางข้างหน้าไม่มีสิ่งกีดขวางหรือคน เพราะขณะที่เหยียบคันเร่งส่ง รถยนต์อาจจะพุ่งไปข้างหน้าได้

การลาก
         สามารถทำได้ แต่ไม่ควรลากระยะทางยาวหรือใช้ความเร็วสูง เพราะเมื่อเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ปั๊มน้ำมันเกียร์ และระบบเกียร์จะไม่ทำงาน น้ำมันเกียร์ไม่มีการหมุนเวียน ไม่มีการระบายความร้อนตามปกติ เมื่อลากนาน ๆ น้ำมันเกียร์จะร้อนละทำให้เกียร์เสียหาย
         การลากรถยนต์เกียร์อัตโนมัติที่ถูกต้อง ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง และไม่ควรลากไกลเกิน 40-50 กิโลเมตร (สามารถดูได้จากคู่มือประจำรถยนต์แต่ละคัน)
       ถ้าจำเป็นต้องลากไกลมาก ๆ ควรจอดพักเป็นระยะเพื่อให้น้ำมันเกียร์คลายความร้อน หรือถอดเพลาขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องไปยังชุดเกียร์ออก ถ้าไม่สะดวกต้องยกล้อขับเคลื่อนขึ้น
การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์
         การส่งกำลังของระบบเกียร์อัตโนมัติ ใช้น้ำมันเกียร์ตลอดการทำงาน การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางที่กำหนดเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง และถ้ารถยนต์ถูกใช้งานบนการจราจรที่ติดขัดหรือหลังลุยน้ำ ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์เร็วขึ้นบ้าง เพราะค่าซ่อมเกียร์แพงกว่าค่าน้ำมันเกียร์หลายเท่าตัว
บันทึกการเข้า


kapiwo
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79

HJC ID : 17408


เด็กแว้นนนนน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #40 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 14:15:07 »

เพิ่งรู้ว่าเราขับรถไม่ค่อยเป็นนี่นา เหอๆ 

อยากได้new  jazz  ซักคัน กะลังเลือกอยู่คะ
บันทึกการเข้า

๛TidNooK๛
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 143

HJC ID : 15891


>>CR-CLUB<<

rpm_club@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #41 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 17:54:54 »

ติดไฟแดงซัก 60 วิ เกียร์ออโต้ควรใช้เกียร์อะไรครับ
บันทึกการเข้า


จำหน่ายยางลายกระดุม,พรมไวนิวเข้ารูป100% มีทุกรุ่น งานคุณภาพส่งออก มีหลายเกรด เริ่มต้นที่ 1,xxx-5,xxx บาท ส่งทั่วฟรีทัวประเทศ  Tel : 081-499-8100
http://chocolate-chipza.hi5.com

Besthuafoo
แฟนพันธุ์แท้
*

ระดับแอลกอฮอล์ 802
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6237

HJC ID : 2725


....

man_on_Jazz@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #42 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 19:40:06 »


 ที่คนส่วนใหญ่ใช้คำว่า Accept แทน Excess

  คงเพราะต้องจำยอมมันมั้งครับ
บันทึกการเข้า

ชื่อนี้มีคนตั้งให้:::yontons~
แฟนพันธุ์แท้
*

ระดับแอลกอฮอล์ 622
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6931

HJC ID : 1893


ooyonooyonooyonooyon™


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #43 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2008 - 21:36:59 »

ข้อมูลแน่นมากๆๆๆ   มีวิธีประหยัดน้ำมันด้วย  แหล่มๆๆๆ   ;D ;D
บันทึกการเข้า




drive scirocco but still love jazz

สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #44 เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2008 - 19:14:19 »

การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง

จากคำถามในเว็บบอร์ด และอีเมล์ที่สอบถามถึงเรื่อง "ฟิล์มกรองแสงรถยนต์" เข้ามามากมาย ว่าเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี ฟิล์มที่ดีเป็น อย่างไร? ลอกฟิล์มด้วยตัวเองได้ไหม? "ฟิล์มกรองแสง" มีหน้าที่ "กรองแสง" แต่สิ่งที่ได้จากฟิล์มมากกว่าแค่การกรองแสง คือ "การลดความร้อนและแสงจ้า" ที่ผ่านเข้ามาที่ห้องโดยสารนี้มันจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักมากขึ้น โดยเฉพาะขณะกำลัง จอดรถ หรือฝ่าการจราจรใน กทม.ภายในรถจะมีสภาพไม่ต่างจาก "เตาอบ" ดี ๆ นี่เอง 

           และที่กำลังฮิตระเบิดเถิดเทิงอยู่ในเวลานี้ คือ เรื่องของ "รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต" (UV) ซึ่งเจ้ารังสีตัวนี้สามารถจะทำอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ และยังมีฤทธิ์เดชทำลาย ความเงา งาม และสีสรรพ์ของสิ่งต่าง ๆ ภายในรถฟิล์มกรองแสงที่มีขายอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งจะ เป็นลักษณะ ที่มีคุณสมบัติ เฉพาะกรองแสง เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะกลั้นความร้อน และ รังสี UV เอาไว้ได้ เป็นฟิล์มที่ถือว่ามีคุณภาพต่ำ ใช้ไปนาน ๆ สีที่เคลือบไว้จะโดนรังสี UV แล้ว จะเปลี่ยนสภาจากเทาหรือดำไปเป็นสีม่วง ๆ บางคันก็จะขึ้นฟองอากาศ เหมือนแผลพุพอง ดูน่าเกลียด ฟิล์มกรองแสงแบบนี้ ยังมีผลต่อการมองเห็นของสายตาขณะขับรถ เพราะสีของ เนื้อฟิล์มที่เปลี่ยนไปตามอายุการใช้งาน ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปจากความเป็นจริง 
          ตัวเนื้อฟิล์มเองก็ไม่ได้เคลือบสารป้องกันหรือมีความพิเศษอะไร สังเกตได้จากเนื้อฟิล์มดูว่า มันมีความบางมาก เหมือนกับกระดาษ แก้ว ที่ใช้ห่อขนมเชียวละครับแต่สาเหตุที่ทำให้ฟิล์มแบบนี้มีขาย และยังมีผู้นิยมติดก็เพราะเงื่อนไขในเรื่องราคาที่ "ถูกมาก ๆ" เจ้าของ รถบางคนก็ไม่ค่อยอยากได้เท่าไร แต่มาโดนลูก "แถม" เวลาซื้อรถใหม่ ผู้ขายจะยัดเยียดแถมฟิล์มกรองแสงมาให้ถือเป็นส่วนลดพิเศษ หรือ ไม่เช่นนั้นตอนที่กำลังจะตัดสินใจ ก็โดนพ่อค้าหรอกฟันราคาแทนที่จะได้ของคุณภาพกลับได้กระดาษแก้วย้อมสี เดือดร้อน ต้องมา เสียเวลาลอกทิ้งกันอีก

  การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง
           วิธีหนึ่งที่จะช่วย ลดความร้อนจากแสงแดดได้ คือการติดตั้งฟิล์มกรองแสง ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับรถยนต์ ไปแล้ว หลังจากรวบรวมบทความต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่พักใหญ่ จึงนำเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอ เพื่อจะได้เป็น ประโยชน์ กับท่านอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบ มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ถูกร้านค้าต่างๆ หลอกลวงเอาครับ
 
          อันดับแรกคือ คุณภาพของฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพที่ดี คุณสมบัติต่างๆ ของฟิล์ม เช่นเปอร์เซ็นต์การลดความร้อน, เปอร์เซ็นต์การลดรังสียูวี, เปอร์เซ็นต์ การสะท้อนแสง และเปอร์เซ็นต์แสงส่องผ่าน ต้องเป็นค่ามาตรฐาน จากโรงงาน ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้  มิใช่ค่าที่พิมพ์หรือโฆษณาโดยปราศจากหลักฐานอ้างอิง

          ต่อไปที่ควรพิจารณาคือ มาตรฐานของผู้นำเข้า หรือตัวแทนจัดจำหน่าย, การติดตั้ง
การบริการ และการรับประกันหลังการขาย หากมีปัญหาสามารถ กลับมาเปลี่ยนได้ โดยไม่มี เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น มีมาตรฐาน การรับประกัน คุณภาพ ที่เชื่อถือได้ โดยทั่วไป การรับประกัน คุณภาพจะไม่ต่ำกว่า 7 ปี
          สิ่งหนึ่งที่ผู้กำลังตัดสินใจเลือกติดตั้งฟิล์มต้องการจะทราบอย่างมาก คือเรื่องราคา ต้อง สมเหตุสมผล เหมาะสมกับคุณภาพ ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ต้องแพงเพียงชื่อเสียงที่มีนาน เท่านั้น หรือเพราะโฆษณาเกินจริง ทำให้ตั้งราคาแพง หรือสูงขึ้นอีก ไม่สมคุณภาพ ที่โฆษณา
 
 

           นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสง ด้วยว่า เชื่อถือ ได้หรือไม่ เช่น ไม่ควรทดสอบฟิล์มด้วย แสงสปอตไลท์ ไม่ว่าจะ โดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ทั้งนี้เพราะ เวลาเราขับรถจริง ๆ นั้นเราขับรถ ภายใต้ แสงแดด มิใช่แสงสปอตไลท์ และ แหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และบางครั้ง ยังมีกรณี ว่า ฟิล์มที่ใช้ เวลาทดสอบกับฟิล์มที่นำมาติดตั้งให้นั้น เป็นคนละชนิดกัน หรือ ใช้ฟิล์มติดตั้งซ้อนทับกันสองชั้นในการทดสอบ จุดนี้ผู้บริโภคต้องพึง ระวัง และพิจารณา ให้รอบคอบ
 

          ประสิทธิภาพการลดความร้อนของฟิล์มกรองแสงนั้น ก็แตกต่างกันไป ตามยี่ห้อ และมาตรฐานของแต่ละบริษัท ซึ่งมีทั้งแบบฟิล์มใสกันความร้อน หากติดรอบคัน ราคาก็จะสูงมากเป็นหลักหมื่น  แต่หากติดอย่างชาญฉลาด บางท่านก็จะติดเพียงกระจกหน้าทั้งแผ่นเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของตัวรถ ก็จะติด แบบธรรมดา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้มาก และยังได้ประสิทธิภาพในการกัน ความร้อนในระดับหนึ่งอีกด้วย สาเหตุประการหนึ่งในการลดระดับความร้อน ในรถยนต์ ยังช่วยทำให้ระบบแอร์รถยนต์ทำงานน้อยลง ซึ่งมีผลต่อเนื่องถึง เครื่องยนต์ และอัตราการบริโภคน้ำมันโดยรวมด้วยครับ 
          ประสิทธิภาพของฟิล์มกรองแสง ต้องสามารถลดความร้อนรวมจากแสงอาทิตย์ (Total Solar Energy Rejection) ได้ไม่น้อยกว่า 60% จึงมีผลโดยตรงต่อการลดภาระการทำงาน ของเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ของท่าน ป้องกันรังสีอัลตรา ไวโอเลต รังสีอัลตราไวโอเลตเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการซีดจางของเบาะนั่งและวัสดุตกแต่ง ภายในรถยนต์ ซึ่งฟิล์มกรองแสง บางยี่ห้อ สามารถลดรังสีอัลตราไวโอเลตได้มากกว่า 98% เลยทีเดียว
 
 

           อีกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความปลอดภัย ของกระจกด้านหน้ารถยนต์ ควรสอบถาม และเปรียบเทียบ ฟิล์มกรองแสง ในเรื่องของคุณสมบัติ การยึดกระจกไว้ ไม่ให้แตกกระจาย ซึ่งโดยปกติแล้ว ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง จะมีคุณสมบัติที่ดีในการยึดเกาะฟิล์ม กับ กระจก ด้วยกาวคุณภาพสูง ไม่มีการล่อนพอง หรือลอก ตลอดระยะเวลาการรับประกันการ ใช้งาน ฟิล์มกรองแสงที่ ผลิตโดยกระบวนการ ที่ใช้เทคโนโลยี ในการ เคลือบไอสารโลหะ ที่มีความทนทาน และความสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้ดีที่สุด และยังมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถรับประกันได้ว่าสารที่เคลือบจะไม่เปลี่ยน เป็นสีม่วง หรือสีน้ำตาลอ่อน ที่เรียกว่า ขึ้นสนิม เช่นฟิล์มด้อยคุณภาพทั่วไป
       เห็นได้ชัดว่าฟิล์มที่หมดสภาพหรือด้อยคุณภาพเมื่อมองผ่านเสื้อสีขาวจะกลายเป็นสีม่วง
 
          ต่อมาก็ถึง ขั้นตอนการติดตั้ง จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องไปรับการติดตั้งที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ก็ได้เพียงแต่ต้องเน้นถึงคุณภาพ ของช่างว่ามีฝีมือเพียงพอหรือไม่ มีประสบการณ์มาพอสมควร และสอบถามจากคนที่ได้รับการติดตั้งมาจากร้านนี้ ว่าเป็นอย่างไร ติดดีไหม มีฟองอากาศ หรือไม่ มีปัญหาหลังจากติดตั้งไปแล้วหรือไม่ การรับประกันหลังการติดตั้งจะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ โดยปกติแล้วหลังจากติดตั้งจะห้ามหมุนกระจกขึ้น หรือลงเป็นเวลา 7 วัน เต็มที่ก็ไม่เกิน 15 วัน บางแห่งจะเอาเทปกระดาษกาว มาปิด ล็อคกันเราหมุน หรือกดกระจกขึ้นลงเอาไว้ เพื่อให้ฟิล์มที่ติดตั้งมานั้น แห้งสนิท และมีคุณภาพ ซึ่งติดตั้งใหม่ๆ อาจจะมีฟองอากาศ ช่างบางที่อาจจะให้เรารอดูให้ฟิล์มแห้งซัก 7 วันก่อน (หากช่างมีฝีมือพอ ในการรีดฟิล์มตอนติดตั้งก็จะไม่มีฟองอากาศเลยเรียบสนิท) หากหลังจากนี้มีปัญหาฟิล์มไม่เรียบ มีฟองอากาศ ทางร้านจะต้องรับผิดชอบ เปลี่ยนให้เราใหม่ โดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น 
บันทึกการเข้า


สะบายด๊ แปดริ้ว
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 433

HJC ID : 6512



ดูรายละเอียด
« ตอบ #45 เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2008 - 19:52:41 »


9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน เทคนิคประหยัดง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถขับเองได้

ปัญหาแอร์รถยนต์  “เทคนิคประหยัด” 
    ระบบปรับอากาศในรถยนต์จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อย่างไร  หลายคนเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที  เพราะนอกจากวิธี การขับรถยนต์ความเร็วไม่เกิน  90  กม./ชม.  ซึ่งได้ผลเป็นที่ยอมรับกันดีอยู่แล้ว  ความจริงในเรื่องของระบบปรับอากาศ ก็สามารถช่วยให้เราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากเช่นกัน  แต่ต้องอาศัยการทำเป็นกิจวัตรจะได้ผลมาก  ๆ  หรือคิดว่าลำบาก มาก  ก็ทำเฉพาะที่สามารถทำได้ไม่บังคับ  แต่ทำได้มากก็ประหยัดมาก  เลือกเอาอย่างนี้แล้วกัน  เอาวิธีการใช้แอร์ผสม เทคนิคการใช้รถในเทคนิค  9  ประหยัดง่าย  ๆ  ไปลองทำดูรับรองติดใจ

 
วิธีประหยัด  1.  “เช้า  ๆ  ไม่ต้องวอร์มนาน”
    ข้อนี้สำหรับผู้ที่ออกบ้านตอนเช้าก่อนแดดออกเป็นประจำควรทำอย่างยิ่ง  ขอย้ำว้าใช้ได้เฉพาะตอนก่อนแดดออก  มีหลายคน แนะนำให้เราวอร์มเครื่องยนต์ตอนเช้า  ๆ  สัก  5-10  นาที  เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเครื่องยนต์  แต่ในช่วงน้ำมันมี ราคาแพงเช่นนี้  ขอแค่สตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่  ๆ  ไม่ต้องเร่ง  แต่จะใช้ช่วงเวลาเพียง  1  นาที  หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็ทำให้ประหยัดกว่าเดิมได้แล้ว  ดูตำแหน่ง  และปรับกระจกทุกบานให้เข้าที่  ปรับเบาะนั่งให้สบาย  และคาดเข็มขัดนิรภัย  จากนั้นก็สามารถเริ่มออกเดินทางได้เลย  ตอนเช้าอุณหภูมิยังต่ำ  แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกร้อน  ในช่วงแรกให้เปิดสวิตช์ พัดลมครึ่งเดียว  แต่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดความเย็น
 
วิธีประหยัด  2.  “ปรับความเย็นเพียงแค่ครึ่งเดียว”
    ผ่านมาแล้วเกือบ  5  นาที  ประหยัดน้ำมันไปแล้วหลายสิบซี.ซี.  เชื่อไหมครับว่าน้ำมันเชื้อเพลิงค่ไม่กี่ซี.ซี.  ก็สามารถพารถ วิ่งไปได้ไกลหลายร้อยเมตร  อย่ามองว่ามันน้อย  เพราะถ้าคุณทำทุกวันก็ช่วยได้เยอะ  และมาประหยัดต่อที่การเปิดระดับ ความเย็นเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นก็พอ  ช่วงเช้าภาระความร้อนจากภายนอกมีน้อย  โดยเฉพาะแสงอาทิตย์  ภาระความร้อน ที่เกิดขึ้นจากผู้โดยสาร  และอื่น  ๆ  จึงยังมีไม่มาก  จะรู้สึกถึงการตัดและต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์รำคาญบ้างก็สนุกดี ที่สำคัญเสียงการตัดต่อและรอบเครื่องยนต์มันจะฟ้องสุขภาพของระบบปรับอากาศ  และเครื่องยนต์ของคุณได้  และไม่ต้องกลัวว่า คลัตช์แม่เหล็กที่ตัด-ต่อบ่อยจะเสียเร็วหรือไม่  บอกตามตรงว่ากระทบไม่กี่เปอร์เซ็นต์
 
วิธีประหยัด  3.  “ติดฟิล์มกรองแสงดี  ๆ” 
    เคยบอกหลายครั้งแล้วว่าฟิล์มกรองแสงดี  ๆ  จะสามารถช่วยลดความร้อนภายในห้องโดยสารได้  เมื่อมีความร้อนน้อย  ความเย็นก็มาเร็ว  ระบบปรับอากาศก็ไม่ต้องทำงานหนัก  ก็จะประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในที่สุด  เมื่อระบบปรับอากาศ ไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา  อายุการใช้งานก็ยืนยาว
 
วิธีประหยัด  4.  “เพิ่มฉนวนกันความร้อนพื้นและผนัง”
    ภาระทางความร้อนของระบบปรับอากาศในรถยนต์มีที่มาจากแหล่งในส่วนของผู้โดยสารเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไขที่จะ สามารถ ปรับลดภาระความร้อนได้  แต่แหล่งความร้อนที่สำคัญมากจากแหล่งอาทิตย์ที่ตกกระทบ  ความร้อนที่แพร่กระจาย มาจากเครื่องยนต์และพื้นถนน  เราสามารถลดปริมาณมันลงได้  โดยการบุฉนวนกันความร้อนเพิ่ม  ทั้งเพดาน  ผนังห้องเครื่อง  และพื้นรถ  ทำไปพร้อมกับการปรับปรุงอย่างอื่น  ช่วยได้เยอะ
 
วิธีประหยัด  5.  “เติมลมยางต้องพอดี”
    ลมยางพอดี  ช่วยประหยัดน้ำมัน  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่  มีหลายคนชอบเติมลมยางแข็ง  ๆ  ในที่นี้หมายความว่า เติมลมแข็งมากกว่าสเปกกำหนด  5  ปอนด์/ตารางนิ้วขึ้นไป  จริงอยู่การเติมลมยางแข็ง  ๆ  จะลดความฝืดกลิ้งลงได้มาก  แต่ถ้ามองรวม  ๆ  แล้วจะเกิดผลเสียตามมามากเช่นกัน  อย่างแรกคือ  ความแข็งกระด้างของช่วงล่าง รวมทั้งประสิทธิภาพ การทรงตัว  และการเบรกจะลดลง  และตามด้วยการสึกของดอกยางบริเวณตรงกลางดอกยาง
 
วิธีประหยัด  6.  “เปลี่ยน/เป่าไส้กรองอากาศ”
    มาดูตรงนี้  ไส้กรองอากาศทำให้กินน้ำมัน  เชื่อหรือไม่  ในที่นี้หมายถึงไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ที่เกิดการอุดตัน  หรือขาดการดูแลรักษา  การเป่า  หรือเปลี่ยนไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่กำหนดและเหมาะสม

วิธีประหยัด  7.  “ขับรถเลิกเบิ้ลเครื่องยนต์”
    คุณเชื่อหรือไม่ว่าการเร่งเครื่องยนต์แต่ละครั้ง  จะสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงไปมากน้อยแค่ไหน  ถ้าเร่งเครื่องเบาเสียอย่างน้อย  5  ซี.ซี.  แต่ถ้าจุ่ม  แล้วก็จุ่ม  ด้วยความมันสำใจ  อย่างนี้ผลาญน้ำมันไปอย่างน้อยครั้งละหลายสิบซี.ซี.  เลยนะนี่
 
วิธีประหยัด  8.  “เลิกบ้าหอบฟาง”
    ภายในห้องโดยสารพยายามอย่านำสิ่งของที่ไม่จำเป็นทิ้งไว้ในรถ  บางคนอาจจะมองว่ามันดูรกเกะกะ  หรือหนักทำให้เปลือง น้ำมันเชื้อเพลิง  แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ  *คุณ*เจ้าสิ่งของเหล่านี้เองมันจะเป็นภาระความร้อนอย่างดี  ถ้าไม่อยากเพิ่มภาระความร้อน ก็พยายามอย่านำสิ่งของที่ไม่จำเป็นไว้ในห้องโดยสาร  เช่น  หนังสือ  เสื้อผ้า  ตุ๊กตา  ฯลฯ

วิธีประหยัด  9.  “ปิดก่อนถึงที่หมาย”
    เมื่อใกล้ถึงที่หมายให้ปิดสวิตช์น้ำยา  แต่เปิดพัดลมไว้  ความเย็นที่ยังค้างอยู่ในอีแวปพอเรเตอร์จะทำให้รู้สึกเย็นอีกอย่างน้อย  3  นาที  ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกด้วย  ถ้าเป็นเวลากลางคืนจะเห็นผลมากกว่า  ของแถมก็คือช่วยดับกลิ่นอับ  และช่วยยืด อายุการใช้งานของอีแวปพอเรเตอร์ได้อีกด้วย
บันทึกการเข้า


leo_1
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 231

HJC ID : 16958


s_chainan@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2008 - 21:15:31 »

เยี่ยม สุดยอดมากครับ สำหรับข้อมูลจำเป็นๆ

ขอบคุณครับ  8)
บันทึกการเข้า

ninny
น้ำส้มคั้น
*

ระดับแอลกอฮอล์ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 25

HJC ID : 16119


NinnY


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: 04 พฤษภาคม 2008 - 23:03:40 »

ขอบคุนสำหรับความรู้ดีๆค่ะ
บันทึกการเข้า

leo_1
Red Label
**

ระดับแอลกอฮอล์ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 231

HJC ID : 16958


s_chainan@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2008 - 08:34:51 »

จาก FW Mail ครับ (เผื่อบางท่านยังไม่ทราบ) เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกันครับ เหตุเกิดตอนประมาณ
21.00 ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ผมเป็นคนที่สังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ
ดังนั้นหากมองเผินๆเหมือนกับว่าผมเดินไปดื่มน้ำในมือไปเรื่อยเปื่อย
สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ รู้สึกว่ามีคนเดินตามผมงๆแต่ผมยังไม่คิดอะไรในทีแรก
เพราะคงเป็นผู้มาใช้บริการที่จอดอยู่ชั้นเดียวกัน
อีกอย่างที่รถที่จอดชั้นเดียวกับผมนี้ยังค่อนข้างเยอะ
บังเอิญว่าผมอยากจะทิ้งแก้ว น้ำในมือก็เลยมองหาถังขยะ
ซึ่งมันไม่ค่อยมีหรอกตามที่จอดรถ
เพราะทางศูนย์การค้าพวกนี้เค้ากลัวเรื่องการรอบวางระเบิด
ระหว่างที่ผมเดินหาที่ทิ้งในดวงใจอยู่นั้น
ผมก็เดินเลยที่จอดรถตัวเองไปหลายคันเหมือนกัน แต่ก็ไม่มี
จะทิ้งมั่วๆมันก็น่าเกลียด
ก็ตัดสินใจว่าเอาไปไว้ตรงที่วางแก้วในรถก่อนก็ได้ว่ะ
( ซึ่งตลอดเวลา*คุณ*บ้านี่ก็ยังเดินตามผมอยู่)
พอหมุนตัวจะกลับมาที่รถตัวเอง *คุณ*บ้านี่มันก็ทำเป็นเดินให้เลยผมไปก่อน
แล้วก็หยุดเหมือนมองหารถมันว่าจอดไหน *คุณ*ช่วงที่หมุนตัวกลับมานี่เอง
ที่ผมเห็นมันชัดๆว่า สภาพมันไม่ใช่ลักษณะคนขับรถเก๋งแน่นอน
คือมันมีสายร้อยกุญแจแบบ Flex( สายที่วนๆคล้ายสปริง)กับกุญแจดอกเดียว
ใส่แจ๊คเก็ตสีดำ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็นผู้ไม่หวังดีรึเปล่า
ก็เลยแกล้งทำเป็นเดินเลยรถตัวเองอีกสักสี่ห้าคัน
แล้วไปหยุดทำท่าทางจะไขกุญแจรถคันหนึ่ง ซึ่งมันก็รีบเดินตามกลับมา
คงกลัวว่าจะไม่ทันเดี๋ยวผมขึ้นรถไปเสียก่อน
แต่ผมก็ทำทางเป็นเปลี่ยนใจอีกครั้งมองหาที่ทิ้งแก้วน้ำ
แล้วเดินสวนกับมันในระยะที่ปลอดภัยสำหรับผมเอง
แต่เป็นอันตรายสำหรับมันเพราะผมก็พร้อมอยู่แล้ว
แน่นอนว่าผมเดินกลับไปหารถผมเองอย่างแท้จริง ซึ่งคราวนี้มันหลงกลผมเต็มๆ
เพราะมันไปยืนอยู่ท้ายรถขับที่ผมทำท่าจะไขประตู
มันไปยืนแบบแอบๆเพราะเดี๋ยวผมต้องกลับมาแน่นอน
แต่คราวนี้ผมเดินไปปั๊บ กดรีโมทปุ๊บ ขึ้นรถได้ผมก็สตาร์ทเครื่อง
กดเซ็นทรัลล็อค ขณะที่ผมขับออกไป ผมมองไปที่มันซึ่งกำลังทำหน้างงๆ
แต่ไม่กล้ามองแบบต็มๆนัก เห็นหน้าตามันเหวอๆ
ผมก็เลยคิดว่ายังไงต้องแจ้ง ร.ป.ภ. ไว้ก่อน
ไม่ว่ามันจะใช่อย่างที่ผมคิดหรือไม่ก็ตามแต่เพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ
ผมขับเลยไปจอดตรงที่คืน บัตรจอดรถ แล้วแจ้งทางเจ้าหน้าที่ห้าง
รวมทั้งนำเจ้าหน้าที่ 4 นไปเองด้วย
เพราะผมรู้อยู่คนเดียวนินา ไปเจอมันผลุ๊บๆโผล่ๆอยู่
ทางเจ้าหน้าที่จึงตรงเข้าไปสอบถามว่า ทำอะไร
มันตอบว่าไงรู้ไหมครับ.. ....มันมาซื้อของแต่จำไม่ได้ว่าจอดรถไว้ตรงไหน
แต่พอสักไปสักมาว่ารถยี่ห้ออะไร ทะเบียนอะไร มันก็อึกอักตอบมาว่า
มันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เอามอเตอร์ไซด์มา มั่วๆแล้วก็แถ
พอเจ้าหน้าค้นตัวก็พบมีดปอกผลไม้หนึ่งเล่ม ทีนี้หน้ามันซีดอย่างชัดเจน
ที่จริงหน้าผมก็ซีดครับ
ผมก็เลยบอกให้เจ้าหน้าที่คุมตัวแล้วแจ้งตำรวจเพื่อขยายผลต่อไป......
ต้องระวังนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด ถ้าเป็นสุภาพสตรี อย่าลีลาอย่างผม
เพราะไม่คุ้มแน่นอนถ้าเราพลาด
เป็นห่วงทุกคนนะครับ
โจ
 

เพื่อนๆ ฺ BTsec ทุกท่าน
อ่านเรื่องข้างล่างแล้วระวังตัวให้มากๆนะคะ
เพราะพี่ต่อก็เคยโดนลักษณะเดียวกัน โดยขับรถกลับ
บ้านตนเดียวประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ พอเข้าซอยรู้สึกว่ามีรถมอเตอร์ไซด์ขับตามมา
และแล้วเข้าซอยเดียวกัน และตามมาเรื่อยๆ
พอพี่ต่อจอดรถหน้าบ้านเขาก็ขับเลยเข้าไปในซอยซึ่งเป็นซอยตัน
และเลี้ยวกลับมาจอดอยู่ใกล้ๆ
และลงมาเปิดประตูข้างคนขับที่พี่ต่อนั่งอยู่
พอดีคอยระวังอยู่แล้วและคอยมองอยู่ และรถก็ล็อคอยู่
เขาจึงเปิดไม่ได้
แต่ทำท่าบุ้ยใบ้ให้เราเปิดประตูเหมือนจะถามอะไร
พี่ต่อก็เลยบีบแตรดังมากๆหลายครั้ง แล้วโบกมือให้รู้ว่าไม่เปิด
พอดีแม่บ้านเดินมาที่ประตู เขาก็รีบเดินไปขึ้นรถขับออกไป
ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเร็วมากนับจากที่จอดรถหน้าประตูบ้าน ประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น
ปกติเมื่อถึงบ้านพี่ต่อจะบีบแตรแล้วเปิดประตูเพื่อส่งกุญแจประตูใหญ่ให้แม่บ้านไขประตูให้
พอดีวันนั้นมองมอเตอร์ไชด์คันนี้อยู่เลยยังไม่ได้กดแตร
เขาอาจจะคิดว่าเราจะลงจากร ถมาเปิด
ประตูบ้านเองก็ได้
ไม่อยากคิดเลยว่าถ้ารถไม่ได้ล็อคอยู่จะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้หน้าบ้านเราเอง
พวกมิจฉาชีพพวกนี้จะลงมือเร็วมาก
คนมาช่วยก็อาจช่วยไม่ทัน
ดังนั้น ขอย้ำให้ระมัดระวัง มากๆ
เพราะเหตุการณืประเภทนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก และขอให้ทุกคนปลอดภัยนะคะ
ฌลาวิภา เมฆใจดี
 

เรื่องสำคัญมากๆ
ระหว่างที่รถผมหยุดรอไฟเขียว มีชาย 2 คนเดินมาข้างหลัง
ทั้งคู่กระตุกประตูหลังคนละข้าง
โชคดีที่ประตูล๊อกอยู่ 1 ใน 2 คนนั้นพยายามดึงแรงขึ้นอีก
แล้วทั้งคู่ก็เดินเร็วผ่านรถผม
แล้วปนไปในฝูงชน เดี๋ยวนี้ เหตุร้ายเกิดได้ตลอดไม่ว่ามืดหรือสว่าง
เราคงต้องระวังอย่าเผลอเชียวละ
เหตุการณ์ที่ 1
ภรรยาผม จะมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วต้องกดเซนทรัล ล๊อคทั้งก่อนสตาร์ทเครื่องและก่อนดับเครื่อง
มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถแล้วก็เดินมาที่รถของเราอย่างสุภาพ
ขณะที่ภรรยาผมกำลังเล่นกับลูกอยู่ เพลินๆ ก็ได้ยิน เสียงตึ๊กจากข้างหลัง
ภรรยาผมก็ตกใจรู้สึกตัวว่ามีคนพยายามเปิดประตูหลังของรถเรา
แต่เพราะรถล๊อคพวกเขาก็เดินกลับ ไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่ภรรยาผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ผมคิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ กลางวัน แสกๆ แท้ๆ
ถ้าหากบังเอิญรถไม่ได้ ล๊อค ผมไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อยากจะให้ทุกคนมีนิสัย ขึ้นรถต้องล๊อครถ
พวกผู้้ชายมักจะลงมือจากเบาะหลัง เพราะจะควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย
เหตุการณ์ที่ 2
หลังจาก พ่อและแม่ผม จ่ายเงินค่าจอดรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล ก็จอดติดไฟแดง
ขณะนั้น ( ยังไม่ ถึง 3 นาที ระบบล๊อคอัตโนมัติคงยังไม่ทำงาน )
ชายหนุ่ม สองคนก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถ
โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก
รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่อง ดึงกุญแจออกแล้วออกมายืนนอกรถโดยเร็ว
คนทั้งสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย
จนกระทั่งคุณแม่ของผมตะโกนใส่พวกเขาว่า
พวกเรายังมีเพื่อนฝูงอยู่ในโรงพยาบาลอีกเยอะ
จะให้ เรียกพวกเขาลงมาคุยกับพวกแกไหม ?
พวกเขาจึงออกมาจากรถแล้วบอกว่าขอโทษขึ้นผิดคัน ( นี่มันปล้นกันชัดๆ)
แล้วรถคันข้างหลัง ( มีคนอยู่ในรถสองคน) ก็ขับมารับพวกเขาจากไป
น่ากลัวที่สุด
เหตุการณ์ที่ 3
ตอนจอดติดไฟแดง รถของผมอยู่งจากทางแยกประมาณคันที่สามหรือสี่
สักครู่ หนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ท้ายรถผม
บนรถมีชายหนุ่มอายุ ประมาณ 20 กว่า สองคน
แล้วที่น่าสงสัยก็คือ พวกเขาพยายามมองเข้ามาในรถของผม
ผมจึงจ้องพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง
พอไฟเขียวก็ออกรถพร้อมมัน
ผมบังเอิญได้ยินหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า 'รถมันล๊อคหมด' แล้วก็ขับเลยไป


ขอให้ช่วยกัน ส่งต่อ มากๆทั้งชายทั้งหญิงนะคะ
ส่งแค่คนสองคนก็ได้บุญแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า

JAZZ of mine
Black Label
***

ระดับแอลกอฮอล์ 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 266

HJC ID : 13705


รอเธอ วันนั้น วันนี้ พรุ่งนี้ วันที่เท่าไหร่...

g_zaxer@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #49 เมื่อ: 06 พฤษภาคม 2008 - 16:08:40 »

ขอบคุณคับ ;D
บันทึกการเข้า

ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน
ไม่อาจหาคำคำไหนมาเพื่ออธิบาย
ไม่ต้องรักเหมือนคนรักก็สุขหัวใจ
เพียงแค่เราเข้าใจ ก็เหนือคำอื่นใดในโลกนี้

หน้า: [1] 2 3 4
พิมพ์
กระโดดไป: